Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

การปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เสวนาสด รายการ เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน พุธที่ 5 สิงหาคม 2563 เวลา 18.00-19.00 น

พิมพ์ PDF

“การปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย”

 เสวนาสด รายการ เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน  

พุธที่ 5 สิงหาคม  2563 เวลา 18.00-19.00                                        (

(ออกอากาศซ้ำวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563 เวลา 9.30-10.30

วิทยากรณ์เข้าร่วมเสวนา : คุณหมอเทพ เวชวิสิฐ

 เจ้าของคลีนิคประตูน้ำการแพทย์

ผู้ดำเนินรายการ :              หม่อมหลวงชาญโชติ ชมพูนุท  

ประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

อาจารย์สมพร มูสิกะ

ผู้อำนวยการ สถาบันหลักนิติธรรม

 ทางสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ  (WBTV) วัดยานนาวา        สามารถรับชมทาง ทีวี ผ่านจานดาวเทียม ตามช่องต่างๆดังนี้

·     ทางกล่องดาวเทียมค่าย GMM ช่อง 175

·     ทางกล่องดาวเทียมค่าย PSI ช่อง 239

·     ทางกล่องดาวเทียมค่าย CTH  ช่อง 870

·     ทางกล่องดาวเทียมค่าย  Infosat ;Thaisat; Indeasat ; Leotech ช่อง 189

สำหรับท่านที่ต้องการรับชมรายการ เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน ย้อนหลัง สามารถรับชมได้ทาง YouTube ค้นหาคำว่า “เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน”


 

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

พิมพ์ PDF

 

สามพลังสร้างสรรค์ไทย วันที่ 30 กรกฎาคม 2563

พิมพ์ PDF

 

สังคมศรีธนญชัย บทความของ ดร.เสรี พงศ์พิศ

พิมพ์ PDF

#สังคมศรีธนญชัย

ศรีธนญชัยเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านไทย นิทานมุขตลกของคนเจ้าปัญญา ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือรู้จักกันในนาม “เซียงเมี่ยง”

วันนี้เป็นที่เข้าใจกันว่า ศรีธนญชัยเป็นแบบอย่างของการใช้ไหวพริบเพื่อเอาตัวรอด แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ตนเองและผู้อื่นในแบบที่คนมักคิดไม่ถึง ผิดวิถีธรรมดา ใช้วาทศิลป์ ตรรกะทุกรูปแบบเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นตรรกะที่ผิด แต่ทำให้ดูเหมือนถูก

ศรีธนญชัยจึงมักถูกกล่าวถึงเปรียบเทียบกับคนฉลาดแกมโกง หรือฉลาดแต่โกง ที่ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งสังคมวันนี้มีความซับซ้อนกว่าเมื่อก่อน วิธีการโกงจึงแยบยลกว่า ซับซ้อนกว่าตามไปด้วย

แต่เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น เป็นสังคมประชาธิปไตยมากขึ้น คนมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองมากขึ้น คนฉลาดที่อยากโกงจึงทำได้ยากขึ้น เพราะวันนี้มีเทคโนโลยี มีกล้องวงจรปิด มีมือถือ มีกล้องบันทึกภาพบันทึกเสียง

แต่คนฉลาดขึ้นแค่ไหน มีเทคโนโลยีช่วยมากเพียงใด ขโมย โจร คนขี้โกงก็ยังหาช่องทางขโมย โกงได้ มีรั้วรอบขอบชิดบ้าน แต่แค่ช่องหมาลอดคนก็ยังลอดได้ มีโซเชียลมีเดียก็ดี แต่มีทั้งข่าวจริงข่าวปลอมเต็มไปหมดจนหลายครั้งแยกไม่ออก

 

การใช้ตรรกะแบบหลอกลวงให้คนอื่นเชื่อมีอยู่ในทุกสังคม ทุกยุคสมัย คำว่า sophist ในตะวันตกและในโลกปัจจุบันมักใช้กันในความหมายของศรีธนญชัยของไทย คือการใช้ไหวพริบหลอกให้คนอื่นตายใจ หลงเชื่อ ด้วยหลักเหตุผลที่ฟังดูดี มีวาทศิลป์ที่น่าฟัง

ความจริง sophist ในยุคกรีกเมื่อ 2,400 กว่าปีก่อนนั้น  มีความหมายที่ดี หมายถึงครู ผู้ประสาทวิชาความรู้ คนมีปัญญาที่ถ่ายทอดความรู้ ทักษะด้านต่างๆ ให้ลูกศิษย์ มาจากคำว่า Sophia ซึ่งแปลว่า wisdom ปัญญา แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคนที่ใช้ความรู้เพื่อหลอกคนอื่น จนทำให้คำว่า sophist มีความหมายแบบศรีธนญชัย และวันนี้คำว่า sophist จึงมักใช้ในความหมายเชิงลบแบบเดียวกับคำว่าศรีธนญชัยของไทย

ตรรกะง่ายๆ ที่อาจจะดูเหมือนถูกแต่ผิด เช่น คนเป็นสัตว์  ควายเป็นสัตว์ ฉะนั้นคนจึงเป็นควาย วิธีแบบนี้หลอกคนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ได้ง่าย คือการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว พูดเพียงบางส่วน แล้วด่วนสรุป การพูดแบบโซฟิสท์ มักเป็นการใช้ถ้อยคำที่เป็นวาทศิลป์ เล่นคำ พูดแล้วคนคล้อยตาม เหมือนการโต้วาทีที่ต้องหาเหตุผลเพื่อหักล้างคู่ต่อสู้ แม้ว่าบางทีเป็นเหตุผลที่ผิดแต่ทำให้ดูเหมือนถูก เพื่อทำให้คนเชื่อว่าถูก

อารยธรรมตะวันตกพัฒนาเรื่องนี้มากในยุคโรมันเมื่อ 2,000 ปีก่อน ที่รับเอาวิทยาการแบบนี้มาจากกรีก ที่ในภาษากฎหมายเรียกการให้เหตุผลหลักอย่างหนึ่งของศรีธนญชัยฝรั่งว่า เป็น   ad hominem” มาจากคำว่า homo แปลว่าคน หมายถึงการโจมตีตัวบุคคล เน้นที่ความน่าเชื่อถือของตัวบุคคล ชี้ให้เห็นหลักการหลักคิดที่ผิดเพื่อ “ดิสเครดิต” บุคคลนั้นที่คิดแบบนั้น

 

#ศรีธนญชัยกับโซฟิสท์

การยกศรีธนญชัยมาเปรียบกับโซฟิสท์ก็เพียงในแง่มุมเดียว คือ การใช้วาทศิลป์เพื่อหลอกคนอื่น ความจริง ศรีธนญชัยเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่ชวนขบขัน แต่สะท้อนการใช้ปัญญาในแบบที่หักมุม ที่คนคาดไม่ถึง จึงเป็นเรื่องตลกน่าขัน ที่สะท้อนความฉลาดของคนหนึ่งบนความโง่ไม่รู้เท่าทันของอีกคนหนึ่ง ที่ถูกหลอกแบบง่ายๆ แต่ยกศรีธนญชัยมาเปรียบกับโซฟิสท์ เพราะวรรณกรรมลักษณะนี้ก็มีในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้แต่ในเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน แต่ก็ไม่เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้จะแพร่หลายเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนจนถูกกล่าวขานถึงเหมือน “ศรีธนญชัย” ในสังคมไทยที่ได้กลายเป็น “ค่านิยม” หนึ่ง คือการยกย่องคนฉลาดแม้โกง หรือยอมรับได้ (“ขอให้พัฒนาบ้านเมืองก็พอ”)

ศรีธนญชัยจึงสะท้อนลักษณะบางประการของคนไทย โดยเฉพาะคนที่ใช้ความรู้ ใช้ปัญญาเพื่อหลอกคนอื่น เอาเปรียบคนอื่น เอาชนะไม่ว่าด้วยวิธีที่ผิด คือ ฉลาดแต่โกง ใช้เงินเพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม

และนี่คือปัญหาของระบบยุติธรรมไทย เรื่องกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญมาจนถึงกฎหมายลูก กฎระเบียบที่ออกโดยกระทรวง หน่วยงานต่างๆ  โดยความเป็นศรีธนญชัยอยู่ในระบบโครงสร้าง ที่เกิดขึ้นบนฐานของตรรกะแบบนี้ที่บิดเบือนความถูกต้องเป็นธรรม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความอยุติธรรมต่างๆ แม้มีกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่ลดอำนาจของบางหน่วยงานลงให้เป็นเพียง "รับทราบ" แต่หน่วยงานนั้นก็ยังทำเหมือนว่าตนเองเป็นผู้ "อนุมัติ" อยู่ดี เพราะคุ้นเคยกับการใช้อำนาจควบคุม ศรีธนญชัยอยู่ในอำนาจรัฐ การใช้อำนาจทำให้ผิดเป็นถูก ดำเป็นขาว พลิกแพลงเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม มีหลายมาตรฐาน ไม่มีธรรมาภิบาล

ผู้นำที่ดีในสังคมประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเพียง “นักการเมือง” แต่เป็น “รัฐบุรุษ” เพราะเป็นคนที่มีความสัตย์ซื่อและคุณธรรม (integrity) ไม่โกงกิน ไม่หลงอำนาจโดยอ้างความชอบธรรมที่ขัดกับสามัญสำนึกของผู้คน ไม่ใช้ตรรกะแบบศรีธนญชัย ในสังคมศรีธนญชัย เรามักเห็นปรากฎการณ์แปลกๆ อย่าง “นาฬิกาเพื่อน” ที่ขัดกับสามัญสำนึก และจิตสำนึกความถูกผิด ที่ไม่มีในประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว เราจึงชอบอ้างเหตุผลแบบศรีธนญชัยว่า เราเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือเรื่องแปลกๆ ในกรณีคดีต่างๆ อย่าง “บอสกระทิงแดง” ที่พยานใหม่ 2 คนโผล่มาหลัง 7 ปี แล้วพยานคนหนึ่งก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไม่กี่วันนี้แบบมีเงื่อนงำ ทำให้ผู้คนสงสัย รวมไปถึงคำอธิบาย

“โคเคน” ในผู้ต้องหาที่อ้างว่า มาจากการไปรักษาฟัน ซึ่งที่สุดหมอที่รักษาออกมาบอกว่า ไม่เคยใช้โคเคน แต่เป็น “เมพิวาเคน” สารสังเคราะห์ที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับโคเคน และ

งงว่า ตำรวจสรุปได้อย่างไรว่าเป็นโคเคน หรือฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด แต่ก็อยู่ในวิถีแบบศรีธนญชัย ที่สื่อเรียกว่า “แถ” และ “ตีมึน” และที่สุด เรื่องประหลาดในกรณีนี้

คือ  จำเลยอาจจะกลายเป็นโจทย์ ผู้ตายจะกลายเป็นจำเลย กระบวนการที่ทำให้ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำได้


กรณี “บอสกระทิงแดง” คือตัวอย่างชัดเจนล่าสุดที่สะท้อนความเป็นศรีธนญชัยของสังคมไทย ที่สังคมโลกก็รับไม่ได้ จนมีการรณรงค์ให้บอยคอต “กระทิงแดง” ไปทั่วโลก

เพราะมาตรฐานสากลของความถูกผิดก็มี คล้ายกับศรีธนญชัยในวรรณกรรม  ที่สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเอง ถูกเณรน้อยเจ้าปัญญาใช้วิธีเดียวกันเอาหลายครั้งจนตรอมใจตาย

เป็นบทเรียนให้ “ศรีธนญชัย” หลายคนในชีวิตจริงวันนี้ว่า แม้กฎหมายอาจไม่เป็นธรรม แต่กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ อะไรที่คิดว่าเปลี่ยนไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ สุดท้ายสิ่งดีๆ ก็

เกิดขึ้นได้

ความดีจะอยู่เหนือความชั่ว ความถูกเหนือความผิด ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด

 

เสรี พพ 1 สิงหาคม 2020



 

ร.๙ คือกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง บันทึกส่วยตัวของ ดร.วิษณุ เครืองาม

พิมพ์ PDF

    ร.๙ คือกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง

บันทึกอันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของดร.วิษณุ เครืองาม  ผู้คนจำนวนมากที่ได้อ่านต้องประทับใจอย่างลึกซึ้งอย่างไร ทุกครั้งที่มีการนำมาแชร์ ก็อดแชร์ต่อไม่ได้ ด้วยความรู้สึกประทับใจสุดซึ้งยิ่งกว่าเดิม...

ดังนั้น  ทุกท่านควรอ่านบันทึกเรื่องราวที่ควรรู้ของร.๙ ซึ่งดร.วิษณุฯบันทึกตามที่ได้พบเห็นมาด้วยตนเองอย่างละเอียดงดงาม..มีใจความดังนี้.-

"ในปี 2013 ผมทำงานอยู่ในทำเนียบรัฐบาลโดยทำหน้าที่ต่างๆ กันถึง 15 ปี ผมขอยืนยันว่าพระองค์ทรงมีมาตรฐานเดียวโดยตลอด จะต่างกันก็ที่โอกาส เช่น คณะรัฐมนตรีบางคณะเข้ามาในช่วงที่ทรงพระประชวร บางคณะมีราชการงานเมืองต้องเข้าเฝ้าฯ ขอ พระราชทานมหากรุณาบ่อยหรือห่างตามเหตุการณ์

ในการมีพระราชดำริ พระราชดำรัส และการทรงงานใดๆ ไม่มีเลยสักเรื่องที่จะแสดงว่าทรงรับเอาประโยชน์ส่วนพระองค์แม้พสกนิกรจะเต็มใจถวายก็ตาม

สมัย จอมพลถนอมเป็นนายกฯ คราวหนึ่งประจวบโอกาสครองราชย์ครอบ 25 ปี (พ.ศ. 2514) รัฐบาลจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และถาวรวัตถุใหญ่โต  ที่สุดในประเทศ ”ถวาย

รับสั่งว่า “สิ้นเปลืองและไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สร้างถนนแก้รถติดดีกว่า” นี่คือที่มาของ “ถนนรัชดาภิเษก”

สมัยคุณ บรรหารเป็นนายกฯ เคยกราบบังคมทูลว่า จะสร้างทาวเวอร์หรือหอคอยสูงใหญ่ข้างสะพานพระราม 9 ใช้เป็นหอดูวิว หอโทรคมนาคม และเฉลิมพระเกียรติ รับสั่งว่า "เทคโนโลยีสมัยนี้ไม่ต้องสร้างหอโทรคมนา-

คม เปลืองเงินเปล่าๆ ”

นายกฯคนหนึ่งเคยกราบบังคมทูลถามว่า ที่พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น ตอนพลบค่ำคนมักมาจุดประทัดแก้บน บางทีก็ยิง ปืนสนั่นหวั่นไหว ดังรบกวนมาถึงสวนจิตรฯ

รับสั่งว่า “อยู่ที่หลักการว่าทำอย่างนั้นผิดกฎหมายไหม ถ้าผิดก็ต้องห้าม แต่ถ้าเป็นเสรีภาพก็ต้องปล่อยไป รำคาญหนวกหูก็ต้องทน อย่าใช้มาตรฐานสวนจิตรฯ หรือทำเนียบรัฐบาลมาตัดสิน ”

 

สมัยนายกฯทักษิณ เคยกราบบังคมทูลว่า เมื่อประทับรักษาพระองค์ที่วังไกลกังวลอย่างนี้ รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักพระราชวังปรับปรุงวังไกลกังวล ให้สะดวกสบายสมกับที่จะใช้เป็นที่ประทับยาวนาน รวมทั้งจะปรับปรุงโรงพยาบาลหัวหินให้ทันสมัยพร้อมทุกประการ

รับสั่งว่า การปรับปรุงโรงพยาบาลเป็นประโยชน์แก่ทุกคนถ้ามีงบก็ควรทำ แต่การปรับปรุงวังไกลกังวลเป็นเรื่องสะดวกสบายใจ “ แค่นี้ก็พออยู่พอเพียงแล้ว ”

รัฐบาลหลายคณะ เคยออกกฎหมายที่มุ่งจะเฉลิม พระเกียรติเช่นใช้คำว่า “ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ”

ทรงมีพระราชกระแสให้รัฐบาลนำกลับไปปรับปรุงเพราะ “ ไม่อาจทรงสถาปนาพระองค์เองได้ ” เช่นเดียวกับที่ใน พ.ศ. 2512 ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ในร่างพระราชบัญญัติยศทหารซึ่งถวายพระยศ ทางทหารเป็น จอมพล จนร่างพระราชบัญญัตินั้นตกไปเองในที่สุด

ตลอดรัชกาลทรงลงพระปรมาภิไธยตรากฎหมายมาแล้ว ทั้งที่เป็นพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกานับหมื่นฉบับ ทรงวินิจฉัยฎีกานักโทษ ฎีการ้องทุกข์ขอพระราชทานความเป็นธรรมอีกหลายพันราย บางรายขอพระราชทานยืมเงิน บางรายขอความเป็นธรรมเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย

รายหนึ่งพ่อตาย ลูกชายบวชหน้าไฟให้พ่อ อยู่มาก็ไม่ยอมสึก แม่มีลูกชายคนเดียวทำหนังสือถวายฎีกาว่าเดือดร้อนหนัก ขอพระมหากรุณาให้ลูกสึกมาช่วยเลี้ยงแม่เถิด โปรดให้ตรวจสอบแล้วมีพระราชกระแสว่า แท้จริงแม่ไม่ได้อยากให้ลูกสึก แต่ปัญหาคือแม่ลำบากยากจน จึงโปรดให้กรมประชาสงเคราะห์เข้าไปช่วยดูแล สอนอาชีพให้และหาเครื่องมือทำมาหากินไปให้แม่ ลงท้ายแม่ก็ทำมาหากินได้ ส่วนลูกก็อยู่ไปจนเป็นสมภาร

พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวฯ ทรงสงเคราะห์ทั้งส่วนรวมและพระองค์เองเพื่อจะได้มีพระพลานามัยดี ทรงงานเพื่อส่วนรวมต่อไป จึงทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ทรงเล่นคอมพิวเตอร์ ทรงฉายภาพ ทรงกีฬา ทรงวาดรูป ปั้นรูป ทรงงานไม้งานช่าง จะทรงจับงานด้านใดก็ทรงทำได้ดีไปหมด

มีเรื่องที่ประชาชนไม่ทราบคือ ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษในเรื่องภาษาไทย การศึกษา ระบบสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข และพุทธศาสนา ส่วนที่ทรงพระปรีชาอย่างยิ่งคือเรื่องดิน น้ำ ระบบระบายน้ำ และการแก้ปัญหาจราจรนั้นล้วนเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว

เมื่อครั้งผมเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผมเคยได้รับพระมหากรุณาพระราชทานคำแนะนำเรื่องการใช้ถ้อยคำภาษาไทยหลายหน

ครั้งหนึ่งผมได้ถวาย"รายชื่อ”บุคคลให้ทรงแต่งตั้ง รับสั่งถามว่า ตั้งกี่คน ผมกราบบังคมทูลว่าคนเดียว ตรัสว่าคนเดียวเรียกว่า “ ชื่อ” ถ้า “ รายชื่อ ” ต้องหลายคน

อีกคราวหนึ่ง มีหนังสือกราบบังคมทูลว่า “ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมมาเพื่อทรงพิจารณา ” ทรงพระสรวลตรัสว่า “ ถ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมก็อยู่บนกระหม่อมยังไม่ถึงฉัน ถ้าจะให้ถึงฉัน ต้องทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายมาเพื่อทรงพิจารณา ”

ในทางพระพุทธศาสนาก็ปรากฎว่าทรงรอบรู้ทั้งในทางปฎิบัติและปริยัติ ทรงรู้จักพระเป็นอันมาก เมื่อตรัสถึงเหตุการณ์ครั้งใดจะทรงย้อนไปถึงเรื่องราวครั้งเก่าก่อน เช่น “ ครั้งสมเด็จพระสังฆราชยังเป็นพระญาณวราภรณ์ ” “ ครั้งเจ้าคุณประยุทธยังเป็นพระราชวรมุนี ” และเคยตรัสเล่าเรื่องราวความเป็นอัครศาสนูปถัมภก ว่า ต้องทรงอุปถัมภ์ และคุ้มครองทุกศาสนา โดยไม่เลือกปฎิบัติ ทรงเล่าพระราชทานว่า ครั้งหนึ่งควีนจากประเทศหนึ่งทูลถามว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า แล้วชาวพุทธนับถืออะไรกัน เหตุใดไม่ยกพระพุทธเจ้าเป็น God เสียเลย?

ทรงตอบว่า พุทธศาสนานับถือ “ ธรรม ”(คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า) เรานับถือธรรมยิ่งกว่าองค์พระ

พุทธเจ้าเสียอีก เพราะธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก และได้ตรัสเล่าต่อไปว่า แม้ศาสนาอื่นก็ยังต้องทรงอุปถัมภ์ ฉะนั้นในฝ่ายพุทธศาสนาขอให้ทุกคนวางใจเถิดว่า จะเป็น เถรวาท มหายาน รามัญนิกาย มหานิกาย ธรรมยุต ก็ต้องทรงคุ้มครองและพระราชทานความเป็นธรรมเสมอกัน

รัชกาลที่ 5 นั้น อะไรที่ไม่เคยมีและไม่มีคนไทยคนใดนึกว่าชีวิตนี้จะมี แต่ก็ทรงบันดาลหรือวางรากฐานให้มี จนได้เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล รถไฟ ไปรษณีย์ เลิกทาส จนคนรุ่นก่อนหน้านั้นต้องคิดว่าเหลือเชื่อจริงๆ

แต่ รัชกาลที่ 9 นั้น อะไรที่ควรจะมี ควรจะคิดออก ควรจะทำมานานแล้ว แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ใคร่คิดไม่ใคร่ทำ ก็ทรงบันดาลหรือวางรากฐานเสียเองให้มี-ให้เป็นขึ้น เช่น เขื่อน ฝาย ประตูระบายน้ำ ถนน สะพาน การสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อน คนประสบภัยธรรมชาติ การแก้ปัญหาจราจร การเพิ่มผลผลิตการเกษตร การแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาพลังงาน ฯลฯ

 

สมัยผมเป็นเลขาธิการ ครม. ต้องทูลเกล้าฯถวายเอกสารใส่ซองขนาดใหญ่สีขาว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย รับสั่งว่า ต่อไปหน้าซองไม่ต้องเขียนเลขที่หนังสือ จะได้หมุนเวียนกลับลงมาใช้หลายหน ไม่ต้องทิ้ง แม้แต่เรื่องเล็กๆ ก็ควรประหยัด เวลาร่างกฎหมายโปรดให้ถวายปะหน้า 2 แผ่น เผื่อว่าทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหมึกซึมเลอะ จะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องรอถวายใหม่ เวลาตั้งรัฐมนตรีใหม่จะต้องเข้า เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฎิญาณ พระองค์ตรัสว่าให้รีบมาจะได้รีบไปทำงาน  ไม่ต้องห่วงว่าติดเสาร์อาทิตย์ ประเทศไทยพระเจ้าแผ่นดินไม่มีวันหยุดราชการ...พระมหากรุณาธิคุณปานนี้จะหาได้จากที่ไหนอีก เจ้าประคุณเอ๋ย!

ปี 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสวรรคต ลองคิดดูว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงวิปโยคขนาดไหน แม้เสด็จไปทรงสดับพระพิธีธรรมที่พระที่นั่งดุสิตฯทุกราตรี แต่ทราบกันบ้างหรือไม่ว่าพอพระสวดจบ เสด็จลงมาประทับที่พระที่นั่งราชกรัณยสภาใกล้ๆกัน กลับพระราชทานคำแนะนำการแก้ปัญหาจราจรแทบทุกคืน...

ปี 2553 อยู่ระหว่างประชวรประทับในโรงพยาบาล พระราชกรณียกิจอื่นภายนอกโรงพยาบาลทรงงดเสียเกือบสิ้น แต่การเสด็จไปเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ทอดพระเนตรโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมและเปิดสะพานระบายการจราจรเพื่อพสกนิกรของพระองค์ เป็นเรื่องที่ทรงถือเป็นกิจสำคัญกว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นยอดแห่งผู้อดทน อดกลั้น ในการประกอบพระราชกรณียกิจนั้นย่อมมีทั้งร้อนทั้งหนาวยาวนานและน่าเหนื่อย หนัก ดูเอาจากการพระราชทานปริญญาบัตรเถิด แม้แต่ที่ต้องทรงอดกลั้นด้วยขันติบารมีในคำจ้วงจาบหรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทอีกไม่รู้เท่าไร อย่าลืมว่า พระชนมพรรษา 83 แล้ว ทรงงานมา 64 ปีแล้ว

ดะไลลามะเคยพูดว่า “ใครอย่ามาชมตัวข้าพเจ้าเลยว่าเป็นยอดคน ไปดูพระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยก่อนเถิด ”

ผมเคยไปเฝ้าฯ กษัตริย์จิกมีแห่งภูฎาน ได้ตรัสว่า “กษัตริย์ของท่านเป็นแบบอย่างของข้าพเจ้าในการจะครองราชย์ให้พสกนิกรรัก ”

สุลต่านบรูไนซึ่งทรงทำหน้าที่เป็นผู้แทนกษัตริย์ 25 ประเทศ ถวายพระพรในคราวฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี เมื่อ พ.ศ. 2549 เคยทูลว่า "การครองราชย์นานถึง 60 ปีเป็นเพียงตัวเลข สำคัญอยู่ที่ว่า 60 ปีนั้นได้ทรงทำอะไรบ้าง" เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ฝ่าพระบาททรงทำทุกอย่างตลอด60 ปี ให้เป็นประโยชน์ต่อชาวไทย ชาวเอเชีย และชาวโลก วาระนี้จึงทรงเป็นความภาคภูมิใจของบรรดาพระราชามหากษัตริย์ทั้งปวงโดยทั่วกัน ”

เมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี 2552 มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

"ความสุขสวัสดีของพระองค์จะมีได้ ก็ด้วยการที่บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯพระองค์นี้ทรงมีแต่ให้พวกเรามาตลอด แต่พระราชดำรัสนี้มีนัยเป็นทั้งสิ่งที่ “ ทรงหวัง” “ ทรงบอกให้รู้ ” และ ” ทรงขอ ” ซึ่งน่าจะทรงมีพระราชประสงค์ยิ่งกว่าคำถวายพระพร “ทรงพระเจริญ ”

ไหนว่าเนื้อหาแห่งเพลงสรรเสริญพระบารมีมีว่า "ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย" แล้ว

เรื่องอย่างนี้เรา-คนไทยจะพร้อมใจกันจัดถวายได้ไหม ?"

 

เครดิต :  บันทึกส่วนตัวของ ดร.วิษณุ เครืองาม


 


หน้า 1 จาก 447
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์


thaibetter
พัฒนาประเทศไทยแบบทวีคูณ และยั่งยืน ( ททค )

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 2793
Content : 2451
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 5376986

facebook

Twitter


บทความเก่า