Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

บทเรียนวิธีสู้โควิดดีที่สุด โดย ดร.เสรี พงศ์พิศ

พิมพ์ PDF

#บทเรียนวิธีสู้โควิดดีที่สุด


ขณะที่วัคซีนมาแล้ว แต่ตัวเลขผู้ติดโควิดภาพรวมทั่วโลกไม่ได้ลดลง วันละ 7-8 แสน รวม 142 ล้าน ตาย 3 ล้าน แต่ประเทศที่ฉีดวัคซีนวงกว้างอย่างอิสราแอล อังกฤษ อเมริกา สถานการณ์ดูดีขึ้น ผู้ติดโควิดน้อยลง อิสราแอลมีภาพฉลอง “ชัยชนะ” และให้ไปไหนมาไหนโดยไม่ใส่แมสก์ได้ ประเทศอื่นๆ ก็เริ่มมองข้ามช็อตไปว่า หลังโควิดจะปรับชีวิตและสังคมอย่างไร 


ขณะที่เมืองไทยยังอยู่ในสถานการณ์ “ตระหนก” เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นจนอาจตามไม่ได้ไล่ไม่ทัน ตอนนั้นก็แปลว่า จะเป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ที่เพิ่มไปเรื่อยๆ จนเป็นแสนเป็นล้าน จนกว่าจะได้วัคซีน


ขณะที่ “ทางเลือก” การป้องกันรักษาโควิดมีมานานแล้ว แต่ดูเหมือนคน “จ้อง” แต่วัคซีนเท่านั้น รอเหมือนให้เทวดามาโปรด ทั้งๆ ที่มีวิธีการที่จะป้องกันตนเอง และถ้าเกิดติดก็จะไม่เจ็บป่วยถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล ดูแลตัวเองได้ ซึ่งก็ไม่ใช่มีแต่ฟ้าทลายโจร แต่หมายถึงการดูแลสุขภาพแบบ “องค์รวม” 


ความจริง การที่ไทยมี “ภูมิคุ้มกัน” ดีมาปีกว่าจนได้รับการยกย่องไปทั่วโลก ไม่ใช่เพราะมีวัคซีนหรือยาดี แต่เพราะมาตรการ “ล้างมือ ถือระยะ สวมแมสก์” โดยรัฐเองก็มีมาตรการ “ล็อคดาวน์” ไปพร้อมกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แรงกว่าโควิดอีก เพราะคนไม่ติดโควิดแต่ทนทุกข์ทรมานมากกว่าและกำลังอดตาย


เพราะรัฐบาลไม่มีมาตรการดีพอเพื่อ “ชดเชย” ช่วยเหลือผู้คนในทุกภาคส่วนอย่าง “พอเพียง” เหมือนที่หลายประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทำกัน โดยมีการผ่อนหนักผ่อนเบา แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงมากกว่าไทยมากอย่างเยอรมนี หรือญี่ปุ่น แต่ก็หาจุด “สมดุล” ได้ลงตัวพอสมควร ผู้คนไม่ทุกข์มาก


แปลกใจว่า กระทรวงสาธารณสุขก็ดี หน่วยงานอย่าง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) หรือสช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) ก็ดี ดูเหมือนแทบไม่มีบทบาทอะไรในการ “สู้โควิด” ด้วยมาตรการที่เป็น “ทางเลือก” ซึ่งที่จริงสำคัญกว่า “ทางหลัก” ด้วยซ้ำ คือ การรณรงค์สร้างจิตสำนึก และให้ผู้คน “พึ่งตนเอง” ดูแลตนเองให้มากที่สุด แค่ “ประกาศเตือน-ขอร้อง” คงไม่พอ น่าจะมีอีกมากมายหลายวิธีที่ดีกว่า


เพราะถ้าเชื่อว่า “เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน สังคมก็เปลี่ยน สถานการณ์โควิดก็จะเปลี่ยนด้วย”


#ปรับวิธีคิดโควิดป้องกันได้


วิกฤติโควิดเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้อย่างน้อยเรื่อง “สุขภาพ” ว่ามีวิธีคิดสำคัญอยู่ 2 แบบ ที่ครอบงำโลกนี้มานาน แบบที่หนึ่ง คือ แบบโบราณที่สืบสานกันมาจนถึงทุกวันนี้ที่มองว่า คนป่วยเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่สมดุล ร้อนไปเย็นไป ธาตุแตก ต้องพัก ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ อันนี้ไม่พูดถึงว่า ผีทำ


วิธีรักษาแบบนี้จึงพยายามให้กินอาหารที่มีประโยชน์ (คะลำ ก๋ำกิ๋น งดของแสลง) พักผ่อน ให้ยาสมุนไพร ซึ่งก็มาจากธรรมชาติเพื่อ “บำรุง” ให้แข็งแรง รวมทั้งมีการ “สู่ขวัญ” จะได้มีกำลังใจและฟื้นคืนมาปกติได้เร็วขึ้น


แบบที่สอง คือ แบบที่เป็นกระแสหลักทุกวันนี้ คือ คนป่วยเพราะมี “เชื้อโรค” รุกราน ที่เรียกว่า ไวรัส แบคทีเรีย ก็แยกย่อยออกไปอีกอย่างการเกิดความผิดเพี้ยนของยีน ที่ทำให้เกิดมะเร็ง และอื่นๆ ที่จะไม่พูดถึง วิธีรักษาจึงต้อง “ฆ่าเชื้อโรค” เหล่านี้  


เป็นการรบที่สู้กันมากว่าร้อยปีตั้งแต่มีหลุยส์ ปาสเตอร์ ที่บอกว่า เชื้อโรคแต่ละชนิดทำให้เกิดโรคแต่ละอย่าง เขาคิดค้นยาปฏิชีวนะ (antibiotic) ที่เราใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยจนเกิดอาการดื้อยา เพราะเชื้อโรคเก่ง ปรับตัวได้ นี่คือคำอธิบายเรื่องที่มาสาเหตุของโรคและความเจ็บป่วยที่แพทย์ใช้กัน


หลุยส์ ปาสเตอร์ (1822-1895) นักชีววิทยาผู้โด่งดังชาวฝรั่งเศส มีคนร่วมรุ่นชาติเดียวกัน คือ อองตวน เบฌอง (Antoine Béchamp 1816 – 1908) เป็นนักชีววิทยาเหมือนกัน แต่มีแนวคิดคนละขั้ว เขาไม่เชื่อว่า “เชื้อโรค” จะรุกรานคนให้เจ็บป่วยได้ 


เบฌองบอกว่า คนป่วยเพราะร่างกายโดยรวม “ไม่แข็งแรง” กินอาหารไม่เหมาะสม นอนไม่พอ ไม่ออกกำลังกาย อยู่ในพื้นที่ไม่ดี อับชื้น อากาศถ่ายเทไม่สะดวก มีมลพิษมาก ในร่างกายคนเรามีเชื้อโรคมากมายเต็มไปหมด แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะร่างกายเราแข็งแรง 


นี่เป็นเพียงการสรุปสั้นๆ เพียงเพื่อให้เข้าใจว่า คนเราทุกวันนี้ “เชื่อ” ในทั้งสองวิธี อยู่ที่ว่าเชื่อวิธีไหนมากกว่า บางคนเชื่ออย่างแรกแบบสุดโต่ง หมอเป็นเทวดา ยาเป็นของวิเศษ เป็นอะไรมาก็วิ่งไปหาหมอหายาทันที


อย่างโควิดมาก็รอวัคซีนอย่างเดียว เชื่อมั่นว่า ถ้ามาแล้วทุกอย่างก็จบ ระหว่างนี้จึงไม่ดูแลป้องกันตนเอง เพราะที่จริง สถานการณ์โควิดกำลังบอกว่า ทฤษฎีที่สองของเบฌองน่าจะใช้ได้ดีกว่า และทุกหน่วยงานก็แนะนำให้ใช้วิธีนี้มากที่สุด คือ ล้างมือ ถือระยะห่าง สวมแมสก์ และการล็อคดาวน์แบบเข้มก็คือแนวคิดจากเบฌองด้วย ที่บอกว่า “อย่าไปหาเรื่องเพื่อหาโรค จะได้ไม่เป็นโรค”


การที่แนวคิดเรื่องเชื้อโรคครอบงำเราทุกวันนี้อย่างรุนแรง ทำให้เราเชื่อทฤษฎีเชื้อโรคแบบไม่ลืมหูลืมตา แบบไม่ต้องใช้วิจารณญาณใดๆ ส่วนสำคัญเป็นเพราะธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจยา หรือแพทย์พาณิชย์ ในโลกที่ใช้ระบบทุนนิยม ส่งเสริมการบริโภค ต้องการทำกำไรสูงสุด แม้แต่โรงพยาบาลไทยยังเข้าตลาดหุ้น


ลองคิดถึงแค่เรื่องคอเลสเทอรอลที่ก่อนนี้สมาคมแพทย์ทั่วโลกรวมหัวกันกำหนดว่าถ้า 250 อันตราย เกินนี้ต้องกินยา วันดีคืนดีลดลงมา 200 อ้างการวิจัยว่า 250 สูงเกินไป ลองคิดดูว่า บริษัทยาได้กำไรไปอีกเท่าไร  จะมีหมอสักกี่คนที่กล้าเป็นแกะดำออกมาบอกว่า ไขมันที่เรียกว่าคอเลสเทอรอลนั้นเรา  “โดนหลอก” ไม่ได้อันตรายอะไรขนาดนั้น และต้องแยกด้วยว่า ไขมันดีกับไม่ดีสัดส่วนเป็นอย่างไร 


นี่คือตัวอย่างเดียวของการคิดแบบแยกส่วน คิดว่าเชื้อโรคหนึ่งทำให้เกิดโรคหนึ่ง จึงรักษาตามโรค ตามอาการ ไม่ได้รักษา “คนไข้” ที่ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด ที่เรียกว่า การแพทย์แบบองค์รวม ที่รักษาคนมากกว่ารักษาไข้ หรือดูภาพรวมทั้งหมด อวัยวะทุกส่วน รวมไปถึงจิตใจของคนไข้ด้วย 


คิดถึงพ่อทองอ่อน สิทธิไกรพงษ์ ปราชญ์ชาวบ้าน อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ผู้ได้ประกาศนิยบัตรแพทย์แผนไทยสาขาเภสัชกรรมและเวชกรรม ผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิให้กระทรวงสาธารณสุขและมหิดล เรื่องศัพท์ภาษาอีสานที่เรียกชื่อสมุนไพรและโรคไม่เหมือนกัน 


หลายปีก่อนมีนักวิจัยคนหนึ่งไปถามพ่อทองอ่อนว่า ไวรัส แพทย์แผนโบราณเขาเรียกอะไร พ่อทองอ่อนตอบว่า “จัก” (ไม่รู้) ถามอีกว่า “แบคทีเรีย แพทย์แผนโบราณเขาเรียกว่าอะไร” พ่อตอบว่า “จัก” อีก ที่จริงพ่อแกล้งตอบ แล้วอธิบายว่า ในแพทย์แผนโบราณไม่มีไวรัส แบคทีเรีย เพราะมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง เป็นสุขภาพองค์รวม 


นี่คือวิธีคิดคล้ายกับอองตวน เบฌอง ชาวฝรั่งเศส ที่คนไม่ค่อยรู้จักเท่าหลุยส์ ปาสเตอร์ แต่วันนี้โควิดมาทำให้ชื่อของเขาได้รับการกล่าวขานถึงไม่น้อย แต่คนฝรั่งเศสดูจะไม่สน คนติดโควิดไปแล้ว 5 ล้านกว่า อันดับ 4 ของโลก และยังเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ละหลายหมื่น หลายคนบอกว่า วัคซีนมาเดี๋ยวก็จบ


ซึ่งโยงไปเกี่ยวกับนักปราชญ์ฝรั่งเศสอีก “คู่หนึ่ง” ที่โด่งดังมาก คือ เดการ์ต (1596-1650) กับปัสกาล (1623-1662)


เรอเน เดการ์ต คือนักปรัชญาเหตุผลนิยมที่โด่งดังที่สุด เขาคือเจ้าของวาทะ “ฉันคิด ฉันจึงเป็นอยู่” (I think therefore I am) เขายกเรื่อง “เหตุผล” ยิ่งใหญ่สุดจนมนุษย์ถูกจำกัดความและตีค่าเพราะเหตุผลเท่านั้น คุณคิดเป็น คุณจึงเป็นคน คิดไม่เป็นก็ไม่เป็นคน ค่าของคนอยู่ที่ความคิด (เท่านั้น) 


แล้วไปวัดความฉลาดความโง่ด้วยใบปริญญาไปเลย ต้องจบปริญญาตรีจึงจะฉลาด (และไปเป็นนักการเมืองระดับชาติหรือท้องถิ่นได้) ปริญญาโทเก่งกว่าปริญญาตรี ปริญญาเอกเป็นสัพพัญญูเทวดา 


ภาษาฝรั่งเศสจึงเรียกคนที่เถียงเก่ง ให้ความคิดและเหตุผลมากๆ ว่า พวกคาร์เตเซียง และแนวคิดเหตุผลนิยมผสมกับวิทยาศาสตร์นิวตัน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่วิวัฒน์มาถึงเราวันนี้ (แบบแยกส่วนและบิดเบี้ยว)


ปัสกาล คือ คนที่มีวาทะอันงดงามที่ว่า “หัวใจมีเหตุผลที่สมองของเราไม่รู้จัก” เจ้าของแนวคิดแบบ “องค์รวม” ไม่แยกส่วน ไม่กลไก ไม่ลดทอนชีวิตลงมาเหลือเพียง “ความคิด” ไม่ลดทอนโรคภัยไข้เจ็บลงมาเหลือแค่เชื้อโรค  และปัสกาลบอกว่า “ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน” 


สรุปว่า อย่าได้หวังแต่วัคซีนในการป้องกันโควิด เพราะไม่แน่ว่าจะมีโควิดใหม่มาเยือนอีกเมื่อไร หรือตัวเก่าจะกลายพันธุ์ไปจนวัคซีนก็ช่วยไม่ได้เมื่อไร และจะมีโรคใหม่อื่นๆ ที่จะอุบัติขึ้นอีกเมื่อใด


คงต้องฟังไอน์สไตน์ที่บอกว่า “ถ้าคนไม่เปลี่ยนความคิดให้ถึงรากถึงโคน ไม่รอดแน่”


ดีที่สุด คือ ต้องพึ่งตนเอง ท่องไว้ว่า “ยาดีที่สุดคืออาหาร โรงพยาบาลดีที่สุดคือครัว หมอดีที่สุดคือตัวเราเอง” ออกกำลังกาย นอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียด ปล่อยวางบ้าง หาความสุนทรียะในชีวิตด้วยการดูหนัง ฟังเพลง ร้องแพลง อ่านหนังสือ ทำสวน้ ปลูกผักกินเอง ทำอาหารกินเอง enjoy life !


ทำอะไรแล้วมีความสุข กายใจก็จะแข็งแรง ภูมิคุ้มกันเข้มแข็ง ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ดีที่สุด


เสรี พพ 19 เมษายน 2021

 

12 คำเตือน ถ้าหากโควิดอยู่ยาวไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี

พิมพ์ PDF

มีผู้ส่งมาให้ เห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาแชร์ต่อให้เพื่อนๆทุกท่าน ขอให้ท่านโปรดพิจารณาด้วยสติปัญญา ของแต่ละท่าน

"12 คำเตือน" ถ้าหากโควิดอยู่ยาวไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี

1. เก็บทุนไว้ให้มากที่สุด ถ้าจะลงทุนให้ดูผลตอบแทนระยะสั้น อย่าคิดหวังระยะยาว

2. ถ้าไม่มีทุน ให้ประหยัดมากที่สุด งดรายจ่ายที่ไม่เกิดประโยชน์ งดท่องเที่ยว หากิจกรรมที่ทำแล้วเกิดรายได้เพิ่มหรือทดแทน

3. ขายของที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต ยิ่งอะไรที่พอมีกำไรแนะนำให้ขาย ขายตอนที่ยังมีคนพอมีกำลังซื้อ แล้วไม่ต้องริซื้อเข้ามาอีก

4. อย่าไปโลภพวกทองหุ้น เพราะนั่นคือ กับดักที่จะทำให้ชีวิตจม ถ้ามีเงิน คิดสองอย่างลงทุนที่เกิดดอกผลมากกว่า 7% หรือ เก็บในรูปแบบประกันสะสมทรัพย์ เพราะเป็นอะไรไป มีหลักที่มั่นคงช่วย

5. ข้าราชการ คุณยังพอมีความมั่นคงจากรัฐ แต่ถ้ารัฐล้มเหลว คุณคือคนกลุ่มแรกที่จะดับก่อน เพราะถ้าคุณไม่เพิ่มทักษะ ในการทำมาหากิน ไม่มีรัฐล้มเหลวจะเลี้ยงคุณได้ โดยเฉพาะคนที่เกษียณอายุ

6. รัฐวิสาหกิจ คุณยังมีความสุขได้ แต่หลายรัฐวิสาหกิจก็กำลังตาย และ ตายไปแล้ว เพียงแค่ยังไม่ฝังพวกคุณโดน d i s r u p t โดยไม่รู้ตัว อันที่มั่นใจว่าไม่ล้มแน่ อันนั้นแหละจะล้มก่อนเพื่อน ต่อไปหมดยุค m o n o p o l y แล้ว

 7. เอกชน ส่วนนึงตายแน่ แต่จะมีส่วนรอด ถ้าปรับตัวทัน ใครทำงานเอกชนวันนี้ต้องปรับตัวเองขนาดหนัก รักงานที่ทำให้มาก และ หางานเพิ่มให้เยอะ มิงั้นจะตาย แบบสองประเภทข้างบน

8. เจ้าของกิจการ เน้นที่ต้นทุน อะไรเพลาได้เพลา อะไรเสี่ยงอย่าทำ ต้นทุนสำคัญที่สุด มันคือความอยู่รอดของกิจการ คุมให้ดีอย่าขี้เกียจ เรียนรู้เรื่องการเงินและบัญชีเพิ่ม ใครว่า งก ช่างหัวมัน เพราะเวลาพัง มันไม่ได้มาช่วยเรา

9. การศึกษาต่อไปมหา'ลัย ความสำคัญจะน้อยลง คนเรียนน้อยลง ปริญญาอาจไม่ช่วยให้ ทำมาหากินได้หมด เรียนเก่ง แต่ ใช้ชีวิตไม่เก่ง มีเยอะมาก เวลานี้ความรู้นอกห้องเรียนสำคัญ ไม่ใช่ท่องจำอย่างเดียวแล้ว

10. คิดว่าตื่นขึ้นมาคือ วันแรกของช่วงสุดท้าย ที่จะมีชีวิตอยู่ จงใช้ชีวิตให้มีความสุขกับครอบครัวคนรัก และ พี่น้อง จะดับตอนไหนยังไม่รู้

11. ขวนขวายหาความรู้ ไม่ว่าสิ่งนั้น จะถนัดหรือไม่ รู้ไว้ดีกว่าไม่รู้ ดีกว่าหายใจทิ้งไปวันๆ

12. ตั้งแต่บัดนี้ สถานการณ์จะดิ่งหนักเรื่อยๆ คนที่มีอย่าชะล่าใจ เพียงแค่มันยังไม่ถึงคิวของคุณ แต่ถ้าคุณไม่เตรียมรับมือ ต่อให้พระเจ้าก็ช่วยคุณไม่ได้ และสุดท้ายโชคดีครับทุกคน

          (:)) ขอให้รอดไปให้ได้ แต่ไม่มีใครการันตีว่า..จะรอดทุกคน เอาว่า ดวง บวก ความเตรียมพร้อม อย่าลืมว่า..เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่ถ้าไม่มีเงิน..ทุกสิ่งก็จบ


 

80% ของคนที่ติด COVID ขาด Vitamin D

พิมพ์ PDF

   

ผู้แพ้ ผู้ชนะ

พิมพ์ PDF

"ผู้แพ้ กับ ผู้ชนะ"

หลุยส์ ปลาสเตอร์ เชื่อว่าโรคมาจากเชื้อโรค แต่อังตวน บิวแซมพ์ เชื่อว่าโรคมาจากร่างกายอ่อนแอ มาดูว่าใครสุขภาพดี อายุยืนกว่ากัน

ถ้าไปถามคนฝรั่งเศสว่า เขารู้จักชื่อใครบ้าง เกือบทุกคนจะบอกว่า รู้จัก หลุยส์ ปลาสเตอร์  Louis Pasteur นักวิทยาศาสตร์ผู้เสนอ ทฤษฎีเชื้อโรค Germ theory ซึ่งบอกว่า “โรคต่างๆ เกิดจากเชื้อโรค เชื้อโรคแต่ละชนิดทำให้เกิดโรคแต่ละอย่าง” ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การรักษาโรค คือ การต่อสู้กับเชื้อโรค เช่น โดยการใช้ยา หรือยาปฏิชีวนะ

เพื่อฆ่า ฆ่า ฆ่า เชื้อโรคได้ ก็หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

หลุยส์ ปลาสเตอร์ ผู้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วฝรั่งเศส หรืออาจจะทั่วโลกก็ว่าได้ ในบั้นปลายของชีวิต เขาป่วยด้วยภาวะโลหิตในสมองแตก เป็นอัมพาตอยู่หลายปี ก่อนจากโลกด้วยวัย 72 ปี

เขาฝากผลงาน ให้กับโลก ในด้านการฆ่าเชื้อโรค และการใช้วัคซีน ป้องกันรักษาโรค

ในขณะเดียวกัน อีกชีวิตหนึ่ง เป็นนักชีววิทยา ชาวฝรั่งเศส ใช้ชีวิตอยู่ร่วมประเทศ เจอะเจอกับ

หลุยส์ ปลาสเตอร์  แต่มีความคิดเห็นขัดแย้งกันมาโดยตลอด เขาคือ อังตวน บิวแชมพ์ Antoine Beuachamp 

อังตวน บิวแชมพ์  ไม่เชื่อในทฤษฎีเชื้อโรค เขาบอกว่า สิ่งที่เรียกว่า เชื้อโรคนั้นมีอยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่งในโลก รวมทั้งในร่างกายคนและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ด้วย โดยมันไม่ได้ทำให้เกิดโรคเลย   แต่เมื่อใดก็ตาม ร่างกายคนอ่อนแอ กินอาหารไม่ถูกต้อง อยู่ในที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีการออกกำลังกาย  เมื่อนั้นแหละจึงเกิดโรค และทำให้ต้องแก้ไขโดยการให้อาหาร การออกกำลังกาย การใช้ชีวิตพักผ่อนให้ถูกต้อง ส่วนการให้ยานั้นเป็นไปเพื่อการแก้ไขข้อบกพร่อง จนทำให้ร่างกายกับเชื้อโรคอยู่ด้วยกันได้เท่านั้นเอง

แนวความคิดของ

อังตวน บิวแชมพ์  เกิดเป็นทฤษฎีการรักษาโรค เรียกว่า ดูแล “สถานที่ Terrain” คืออวัยวะทุกส่วนให้ดี ด้วยอาหารการกิน  การใช้ชีวิตให้ถูกต้อง แล้วร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันดีจนปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

เชื่อไหม ในขณะที่ หลุยส์ ปลาสเตอร์ มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วนั้น ไม่มีใครรู้จัก อังตวน บิวแชมพ์  ผู้ต่ำต้อยเลย 

หลุยส์ ปลาสเตอร์ ขี้ประจบเอาใจชนชั้นสูงและมหาเศรษฐี เขากระโชกโฮกฮากกับคนที่ด้อยกว่าอย่างคนอารมณ์ร้ายกาจ

ในวาระสุดท้าย หลุยส์ ปลาสเตอร์ ป่วยหนัก  อังตวน บิวแชมพ์  ไปเยี่ยมอย่างมิตรผู้ขับเคี่ยวกันด้านผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่คนละข้างในวาระนั้น หลุยส์ ปลาสเตอร์พูดว่า “สถานที่ Terrian”นั้น สำคัญที่สุด เชื้อโรคทำอะไรไม่ได้จริงๆอีกไม่กี่วัน หลุยส์ ปลาสเตอร์ก็เสียชีวิต  อังตวน บิวแชมพ์ ดำเนินชีวิตอยู่ต่อมา จนเสียชีวิตในวัย 93 ปี ฝากผลงานให้กับโลกในด้านการสร้างภูมิต้านทานของร่างกายเท่านั้น จะทำให้ไม่เป็นโรค ไม่ทุกข์ทรมาน

ตอนนี้ เรากำลังมีมาร COVID-19 ผจญ ชาวบ้านอย่างเราหันมาสนใจแนวความคิดของ อังตวน บิวแชมพ์ กันดีไหม


 


หน้า 3 จาก 490
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์


thaibetter
พัฒนาประเทศไทยแบบทวีคูณ และยั่งยืน ( ททค )

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 3528
Content : 2672
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 5978599

facebook

Twitter


ล่าสุด

บทความเก่า