Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

วิจัยชั้นเรียนเปลี่ยนครู : 2. หาประเด็นสำคัญ

พิมพ์ PDF

บันทึกชุด วิจัยชั้นเรียนเปลี่ยนครู นี้ ตีความจากหนังสือ Enhancing Practice through Classroom Research : A teacher’s guide to professional development (2012)  เป็นหนังสือที่เขียนด้วยครูในประเทศไอร์แลนด์ ๔ คน    หนังสือนี้ไม่มีดาวใน Amazon Book  แต่เมื่อผมอ่านแล้ววางไม่ลง     เพราะเป็นหนังสือที่ให้มุมมองใหม่ต่อการวิจัยชั้นเรียน    และให้มุมมองใหม่ต่อชีวิตความเป็นครู

 ตอนที่ ๒ หาประเด็นสำคัญ นี้ ตีความจากบทที่ 1  Identifying an area of professional concern or interest   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Part I : Thinking professionally and reflecting on practice เขียนโดย Mary Roche, Senior Lecturer in Education, St. Patrick’s College, Thurles, Co Tipperary, Ireland  

หัวใจสำคัญคือ การทำความเข้าใจระบบคุณค่าของตนเอง    สำหรับนำมาใช้กำหนดโจทย์วิจัย   

ดังกล่าวแล้วในตอนที่ ๑ ว่า การวิจัยชั้นเรียนแบบปฏิบัติการ มีตัวครูผู้สอนและวิจัยเองเป็นศูนย์กลาง     การทำความเข้าใจตนเอง ตั้งคำถามต่อตนเอง ใคร่ครวญสะท้อนคิดตนเองและวิถีปฏิบัติของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ    ช่วยให้คิดโจทย์วิจัยที่ลุ่มลึก    ไม่ใช่เป็นการวิจัยแบบตื้นๆ หรือผิวเผิน  

กำหนดประเด็นที่สนใจ

คำถามเริ่มต้นคือ “ทำอย่างไรฉันจึงจะเป็นครูที่ดีกว่านี้” นำไปสู่ความสนใจต่อความรู้สึกยังไม่พอใจ หรืออึดอัดขัดข้อง ต่อวิธีปฏิบัติบางประการ    และครุ่นคิดต่อว่าต้นเหตุของความไม่พึงพอใจนั้นคืออะไร    เพื่อทำความเข้าใจวิธีพัฒนาตนเอง ให้เป็นครูที่ดีขึ้น    ซึ่งหมายความว่าตัวเราเองมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง      ทั้งส่วนที่เป็น “ความรู้”  และส่วนที่เป็น “การปฏิบัติ”    รวมทั้งต้องการเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “การศึกษา” ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น    

การตั้งคำถาม และความปรารถนาที่อยู่ลึกๆ ภายในเหล่านี้ จะนำไปสู่ การแสวงหาคำตอบ ต่อคำถามว่า ทำไมเราจึงทำอย่างที่ปฏิบัติอยู่  และจะเรียนรู้เพื่อทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร 

คนที่สนใจพัฒนาตนเองเช่นนี้ จะค่อยๆ เข้าสู่คุณค่าทางการศึกษาอีก ๒ ประการ คือ ความสนใจใคร่รู้ ทางปัญญา (intellectual curiosity)  และความมั่นคงในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (ครู) (professional integrity)

โดยการใคร่ครวญสะท้อนคิด เราจะค่อยๆ ค้นพบด้วยตนเองว่า ปัจจัยสู่ความเป็นมืออาชีพ (ซึ่งในที่นี้หมายถึงครู) ได้แก่ การใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection),  ความมีใจที่เปิดรับ (open-mindedness),  การเทใจ (whole-heartedness),  ความรับผิดชอบทางปัญญา (intellectual responsibility),   และความสนใจใคร่รู้ทางปัญญา (intellectual curiosity)    แต่ผมมีความเห็นว่า ข้อความในย่อหน้านี้ใช้ได้ต่อทุกวิชาชีพ

สิ่งที่ครูจะต้องใคร่ครวญตรวจสอบทำความเข้าใจตนเองเพิ่มเติมในเชิงหลักการ คือ การทำความเข้าใจตนเองด้านการยึดถือคุณค่า หรือโลกทัศน์ว่าด้วยความรู้และการเรียนรู้ (epistemological standpoint)    กับการยึดถือคุณค่าด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกภายนอก (ontological standpoint)    

จุดยืนด้าน epistemological ได้แก่ มุมมองต่อความรู้  การสร้างความรู้  และการรับความรู้    จุดยืนด้าน ontological ได้แก่ มุมมองด้านธรรมชาติของสรรพสิ่ง  ด้านรู้จักตนเองว่าเป็นส่วนย่อยในภาพรวม (part of the whole)   ด้านความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น      

ความเข้าใจ หรือจุดยืน หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเราเองกับการศึกษา มีสภาพ “คุณค่ากำหนด”  คือเป็นนามธรรม ขึ้นกับการให้คุณค่าโดยตัวเราเอง  และการให้คุณค่าโดยสังคมรอบตัว 

กล่าวใหม่ว่า การศึกษาจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับว่าตัวเราคิดอย่างไร  และผู้เกี่ยวข้องคิดอย่างไร ต่อการศึกษา   

การศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และเป็นการเมืองยิ่ง    และการวิจัยการศึกษาก็มีความซับซ้อน และเป็นการเมืองพอกัน    การศึกษาไม่มีวันที่จะปลอดจากการให้คุณค่า และปลอดจากการเมือง    การวิจัยการศึกษาจึงไม่มีวันปลอดจากจุดยืนด้าน epistemological  และจุดยืนด้าน ontological ของผู้วิจัย    และผู้วิจัยจึงได้โอกาส “หนามยอกเอาหนามบ่ง” ใช้การตรวจสอบใคร่ครวญจุดยืนนี้ของตน    นำไปสู่การตั้งโจทย์วิจัย    เพื่อให้การวิจัยนั้นเอง เป็นเครื่องมือปรับปรุงพัฒนา epistemological  และ ontological values ของตนเอง    และนี่คือหลักการของความเป็น “วิชาชีพ”    คนในวงการวิชาชีพต้องสร้างความรู้จากปฏิบัติการในวิชาชีพของตน เพื่อพัฒนาวิชาชีพนั้นๆ    ไม่ใช่เพียงรอใช้ความรู้จากภายนอกวิชาชีพเท่านั้น   

ผู้เขียน (Mary Roche) เล่าประสบการณ์ของตนเอง ที่เริ่มเป็นครูเมื่ออายุ ๑๙ ปี    ได้อยู่กับปฏิบัติการความเป็นครูแนว “ถ่ายทอดความรู้” ตามที่ใช้กันทั่วไป เริ่มในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1970    ที่ขัดความรู้สึกตนเองตลอดมา     จนถึงทศวรรษที่ 1990 จึงเปลี่ยนมาเป็นครูแนวส่งเสริมให้นักเรียนสร้างความรู้ใส่ตัว (constructivism หรือ active learning)    โดยการเสวนากับศิษย์ ยอมรับศักยภาพของนักเรียนด้านการเสวนาโต้ตอบ และเชื่อว่านักเรียนสามารถคิดแบบ critical thinking ได้    พร้อมๆ กันนั้น ผู้เขียนได้เริ่มศึกษาปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงนั้น (ของตนเอง)  ด้วยวิธีการศึกษาตนเองด้วยการวิจัยปฏิบัติการ    กระบวนการตั้งคำถามเช่นนี้ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้เขียนอย่างใหญ่หลวง    คือเปลี่ยนจากครูที่ทำตามแบบแผนตายตัว ไปเป็นครูที่มีความสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง และมีความรับผิดชอบต่องาน    รวมทั้งกลายเป็นนักคิดอย่างจริงจัง (critical thinker)  โดยตัวช่วยคือการเสวนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนักเรียน   

การรับฟังเรื่องราวของนักเรียน และเสวนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกัน    นำไปสู่การทำความเข้าใจหลักการหรือทฤษฎี ในแง่มุมที่ลึก และในหลากหลายมุมมอง   

ประกอบกับการเรียนปริญญาโท ช่วยให้ได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลของตนเอง และรับฟังข้อมูลของเพื่อนนักศึกษา (ที่เป็นครู)    รวมทั้งการอภิปรายตีความทำความเข้าใจในแง่มุมที่ลึก ภายใต้การสนับสนุนของติวเต้อร์ที่เก่ง ช่วยเปิดโลกทัศน์ของผู้เขียนเป็นอย่างมาก  

นั่นคือเส้นทางชีวิตของผู้เขียน ที่เปลี่ยนจาก “ครูสอน” ไปเป็น “ครูฝึก” หรือ “ครูผู้อำนวยการการเรียนรู้”    ทั้งในทางปฏิบัติ และในด้านกระบวนทัศน์    ทำให้ห้องเรียนเปลี่ยนจากสภาพ ครูพูดคนเดียว (monologue) ไปสู่ห้องเรียนที่มีการเสวนา ที่ส่วนใหญ่นักเรียนเป็นผู้บอกเล่าและออกความเห็น (dialogue)

สรุปว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือระบบคุณค่าของตัวครูเอง    

วิจัยการปฏิบัติของตนเอง : การวิจัยปฏิบัติการศึกษาตนเอง

การวิจัยเริ่มจากการตั้งคำถาม    การวิจัยปฏิบัติการศึกษาตนเองของครู เริ่มจากการตั้งคำถามด้านการยึดถือคุณค่า ของตนเอง     ทั้งคุณค่าของการศึกษา (epistemological values)  และคุณค่าด้านการมองความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม และต่อผู้อื่น (ontological values)    การยึดถือคุณค่าทั้งสองด้าน เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของเราในฐานะครู    โดยที่การยึดถือคุณค่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒนาการไปตามประสบการณ์และความเข้าใจของตัวเรา   

การวิจัยปฏิบัติการศึกษาตนเองของครู เริ่มจากความเชื่อว่า ครูในฐานะมนุษย์ มีความสามารถปรับปรุงวิถีปฏิบัติของตน  และสามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น    ความสามารถนี้หนุนโดยการทำงานเป็นทีมร่วมกับเพื่อนครู    โดยเริ่มที่การร่วมกันตั้งคำถาม  ร่วมกันดำเนินการ  ภายใต้บรรยากาศที่เปิดกว้างต่อการยึดถือคุณค่าที่แตกต่างกัน   

เมื่อมีการวิจัยปฏิบัติการศึกษาตนเองของครู  ผลที่ตามมาคือ ทีมครูเกิดความเข้าใจใหม่ๆ  และค้นพบวิธีการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม   รวมทั้งเกิด “วงจรสร้างการเปลี่ยนแปลง” คือ เมื่อมีความเข้าใจใหม่ๆ   ความเข้าใจนั้นกระตุ้นให้เกิดการกระทำใหม่ๆ    และเมื่อมีการกระทำใหม่ๆ ก็นำไปสู่ความเข้าใจใหม่ๆ    เกิดเป็นวงจรยกระดับไม่รู้จบ  

ลักษณะสำคัญของ การวิจัยปฏิบัติการศึกษาตนเองของครู คือเป็นกระบวนการที่เปิดเผยต่อผู้อื่น (visible to others)    เป็นกระบวนการที่ครูสร้างความรู้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติของตน  และใช้ความรู้ที่สร้างนั้นในการพัฒนาวิธีปฏิบัติของตน    เมื่อมีการพัฒนาทฤษฎีทางการศึกษาจากการวิจัยปฏิบัติการศึกษาตนเองของครู    ผ่านปฏิบัติการ และการใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า    ทฤษฎีที่ได้เป็น “ทฤษฎีที่มีชีวิต”   คือมีการนำไปปฏิบัติ  และใช้อธิบายว่าทำไมจึงปฏิบัติเช่นนั้น   

โดยต้องตรวจสอบว่า วิธีการใหม่ของเรา ให้ผลดีต่อนักเรียนของเรา และต่อวงการศึกษาในภาพรวม (common good) อย่างแท้จริง    ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการเขียนรายงานวิจัย และนำออกเผยแพร่เพื่อรับการตรวจสอบจากวงการวิจัยการศึกษา   

นี่คือวีถีของวงการวิชาชีพ (profession) ที่สมาชิกของวิชาชีพต้องเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความรู้เพื่อปฏิบัติการวิชาชีพที่ยกระดับขึ้น    โดยที่ความรู้ใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ต้องผ่านกลไกตรวจสอบอย่างกว้างขวาง  

ทำไมฉันคิดว่าตนเองสามารถเป็นครูที่ดีกว่านี้ได้

               ข้อความในตอนนี้เมาจากการเปิดใจ เปิดประสบกาณ์ตรงของผู้เขียน (Mary Roche)    เริ่มจากการที่ผู้เขียนอ่านพบว่า ความรู้เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงเสวนา (dialectical relationship)     ไม่ได้มาจากการรับถ่ายทอดจาก “ผู้รู้”    แต่อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจลึกซึ้ง       

วิถีปฏิบัติในการทำหน้าที่ครูในขณะนั้น ก็ทำโดยสอนแบบถ่ายทอดเนื้อความรู้    ทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจ เพราะตนเองมีความเชื่อเชิงคุณค่าลึกๆ ด้านปฏิสัมพันธ์ของตนเองกับผู้อื่น (ontological values) ในแนวระนาบ    แต่ตนมีปฏิสัมพันธ์กับศิษย์ในแนวดิ่ง (ถ่ายทอดความรู้จากครูเป็นผู้รู้ สู่ศิษย์ผู้ไม่รู้)    ตอนนั้นตนไม่รู้จักการพูดคุยกันแบบสานเสวนา หรือสุนทรียสนทนา (dialogue) เลย    ทั้งๆ ที่ตอนนั้น (ช่วง คริสตทศวรรษที่ 1970) ตนเริ่มเป็นครูด้วยอุดมการณ์สูงส่งและเต็มไปด้วยความหวัง    แต่ประสบการณ์ตรง ของความล้มเหลวด้านการสอนในตอนนั้นทำให้ตนผิดหวัง    เป็นความล้มเหลวที่ครูทั่วไปพบด้วยตนเองในห้องเรียนที่สอนแนวถ่ายทอดความรู้และยึดครูเป็นศูนย์กลาง           

มาถึงตอนนี้ (สี่สิบปีให้หลัง) ผู้เขียนตระหนักแล้วว่า สมมติฐานของตนในตอนเริ่มเป็นครูในด้านการสอน การเรียน อำนาจ ปฏิสัมพันธ์ ความรู้ เสรีภาพ อิสรภาพ และแรงจูงใจ ที่ได้รับมาตอนเรียนวิชาครู ไม่ถูกต้อง    และเวลานี้วงการศึกษาหันมาเน้นการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  และเน้นการฝึกใคร่ครวญสะท้อนคิด  

ในห้องเรียนที่สอนแบบถ่ายทอดความรู้  สมมติฐานต่อความรู้คือ เป็น “ผลิตภัณฑ์” ที่มีอยู่ภายนอกตัวคน  อยู่ในหนังสือ ห้องสมุด หรือ อินเทอร์เน็ต   หน้าที่ของครูคือหาทางดำเนินการตามหลักสูตร ให้ครอบคลุมครบถ้วน เพื่อให้นักเรียนได้รับถ่ายทอดความรู้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้    โดยครูทำหน้าที่ “บังคับบัญชา” ในห้องเรียน    และทำหน้าที่ “บอก” ความรู้    นักเรียนมีหน้าที่ จด และจำ เอาไว้ “สำรอก” (regurgitate) ตอบข้อสอบให้ตรงกับที่ครูสอน   เน้นตอบความรู้ที่ถูกต้อง    การเรียนรู้แบบนี้จึงเน้นถูก-ผิด   และนักเรียนมีหน้าที่ทำตัวอยู่ในระเบียบเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดัง ไม่คุยกัน   เพราะหน้าที่หลักคือฟังครู   

แต่ในห้องเรียนแบบ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” หรือ “นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้” (constructivist) นักเรียนร่วมกันสร้างความหมาย (meaning-making) ของสิ่งต่างๆ กิจกรรมต่างๆ    โดยสร้างความหมายต่อยอดจากความรู้ที่มีอยู่แล้ว    โดยนักเรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมกิจกรรม    ทั้งกิจกรรมรวมทั้งชั้น  กิจกรรมกลุ่มย่อย  และกิจกรรมที่ทำคนเดียว    สภาพของห้องเรียนจะมีชีวิตชีวา  นักเรียนจะพูดคุยปรึกษาถกเถียงกัน  มีการค้นความรู้ที่สงสัยเดี๋ยวนั้น และนำมาอธิบายให้เพื่อนฟัง    รวมทั้งช่วยกันตีความทำความเข้าใจให้ชัดเจนหรือลึกซึ้งเชื่อมโยงขึ้น   มีการนำเสนอความรู้ที่ตนตีความหรือสรุปจากกิจกรรมให้เพื่อนฟัง รวมทั้งตอบข้อซักถาม หรืออภิปรายแลกเปลี่ยน  

ในห้องเรียนแบบ “นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้” ครูทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (facilitator)    ซึ่งจะต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาก  รวมทั้งต้องรู้สาระวิชาที่สอนอย่างถ่องแท้ด้วย    โดยที่เป้าหมายของการสอนอยู่ที่การเรียนรู้ของนักเรียน ไม่ใช่อยู่ที่สอนครบตามหลักสูตร    คุณภาพของการศึกษาอยู่ที่ ความกระตือรือร้น (enthusiasm)  ความหลงใหลใฝ่เรียน (passion)  ความสนใจใคร่รู้ (curiosity)  และความสนุกสนาน (enjoyment) 

ผมขอเพิ่มเติมสั้นๆ ว่า การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑  ต้องการผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีหลายมิติซับซ้อนมาก ที่เรียกว่า “ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑” ที่มีทักษะ ๔ หมวดคือ  (๑) ความรู้ (literacy)   (๒) สมรรถนะ (competency)   (๓) บุคลิก (character)  และ (๔) ฉันทะและทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning)    เฉพาะการเรียนแบบ “นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้” เท่านั้น ที่จะบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ได้    การเรียนแบบรับถ่ายทอดความรู้ไม่สามารถทำให้นักเรียนบรรลุบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ได้    

   การเปลี่ยนห้องเรียนจากครูเป็นศูนย์กลาง สู่สภาพนักเรียนเป็นศูนย์กลาง    ครูต้องเปลี่ยนทักษะจากตัวครูพูดคนเดียว (monologue)   ไปเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้นักเรียนพูดโต้ตอบและฟังกันทั้งห้อง (dialogue)  

สรุปว่า ครูเปลี่ยนได้เพราะไม่พอใจผลงานที่ไม่เข้าเป้าอย่างแท้จริง    และมุ่งไตร่ตรองสะท้อนคิดหาหลักการใหม่ วิธีการใหม่ นำมาทดลองใช้ 

ขึ้นอยู่กับความเป็นจริง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าตัวครูยืนอยู่ตรงไหนระหว่างสองขั้วของทฤษฎีและวิธีปฏิบัติทางการศึกษา  ขั้วหนึ่งเรียกว่าขั้ว didactic ครูสอนโดยถ่ายทอดความรู้   อีกขั้วหนึ่งเรียกว่า dialogic นักเรียนเรียนโดยการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิดร่วมกัน      

ผู้เขียนเล่าวิธีการสอนและความรู้สึกของตนเองตอนเริ่มเป็นครู ที่สอนโดยถ่ายทอดความรู้ เดินตามแนว didactic อย่างเคร่งครัด   ตามด้วยการวิพากษ์ตนเองด้าน ontological values    ในการมองปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์    ตนมองนักเรียนเป็น “คนอื่น”  “พวกเขา”  “พวกนักเรียน” ที่แยกจากครู   และนักเรียนเป็นเสมือน “สิ่งของ” ที่เป็นเป้าของการพูด (การสอน)

ในด้าน epistemological values ของผู้เขียน    ซึ่งหมายถึงมุมมองต่อ ความรู้  การรู้  และผู้เรียนรู้   ผู้เขียนก็ยึดถือความรู้เป็นก้อนๆ การรู้แบบจดจำความรู้สำเร็จรูป และมองผู้เรียนรู้เป็นผู้มารับความรู้สำเร็จรูป    ภายใต้ระบบคุณค่าเช่นนี้ ผู้เขียนเมื่อสี่สิบปีก่อนจึงเป็นครูแนวควบคุมชั้นเรียน    เพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนดในหลักสูตร    ด้วยความหวาดกลัวการมาตรวจชั้นเรียนของศึกษานิเทศก์  

ขั้นตอนที่นำไปสู่การตั้งโจทย์วิจัย คือการไตร่ตรองสะท้อนคิดตอบโจทย์ในทำนอง

  • ฉันจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าฉันให้คุณค่าต่อชั้นเรียนแบบ เน้นการเรียน ไม่ใช่แบบเน้นการสอน
  • ฉันมอง ความรู้ เป็น ผลผลิต (product) หรือเป็น กระบวนการ (process)
  • ฉันจัดให้นักเรียนแบบไหนเป็น “นักเรียนที่ดี”
  • ฉันเอาแนวความคิดนี้มาจากไหน

ในสมัยนั้น นักเรียนที่ดี ในสายตาของผู้เขียน คือนักเรียนที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย  ว่านอนสอนง่าย ไม่ท้าทายครู   ซึ่งเข้าใจว่าในประเทศไทยสมัยนี้ก็ยังคิดกันอย่างนี้ 

ผู้เขียนเล่าว่า ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นั้นเอง    งานวิจัยตีพิมพ์ออกมาจากบริเตน ว่าสองในสามของเวลาในชั้นเรียนเป็นเวลาที่ครูพูด   และสองในสามของคำถามที่ครูถามในชั้นเรียนเป็นคำถามปลายปิด   เป็นผลงานวิจัยที่ก่อความสั่นสะเทือนมากในวงการศึกษา  แต่ผู้เขียนไม่ทราบ    เพราะไม่ได้ยึดถือว่าครูจะต้องอ่านผลงานวิชาการด้านวิชาชีพครู

ผู้เขียนเป็นครูที่ขยัน ตั้งใจสอน และปฏิบัติตามหลักสูตร  แต่ใช้วิธีควบคุมชั้นเรียน ซึ่งปิดกั้นความคิดอิสระและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนไปในตัว   

แต่ผู้เขียนให้คุณค่าแก่ การทำงานอย่างมีอิสระและรู้สึกสนุก   ผู้เขียนจึงหาวิธีการสอนที่แตกต่างออกไป    แต่ยังคงควบคุมชั้นเรียน   ผลที่ได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดขัดข้อง    ในตอนนั้นผู้เขียนไม่เห็นทางออก    ซึ่งตอนหลังมีคนเสนอไว้ว่า    การสร้างการเปลี่ยนแปลงมี ๓ ขั้นตอนคือ (๑) ตระหนักว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน  (๒) เข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยน  (๓) มีแนวทางว่าจะเปลี่ยนอย่างไร   

ไม่สบายใจกับผลงาน และการปฏิเสธคุณค่า

ผู้เขียนเล่าเรื่องของตนเอง ระหว่างทำงานเป็นครูในช่วงแรก   ที่สอนแบบถ่ายทอดความรู้และควบคุมชั้นเรียน   ซึ่งเป็นแนวทางที่อยู่ภายใต้แนวคิดเชิงคุณค่าว่าเด็กเป็นอื่น    และความรู้เป็นเสมือนวัตถุ    สภาพเช่นนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอึดอัด ซึ่งต่อมาก็เข้าใจว่า เป็นเพราะความขัดแย้งในเรื่องค่านิยม    ที่ผู้เขียนยึดถือค่านิยมด้านการเรียนการสอนแบบ constructivism   และมีค่านิยมต่อตัวนักเรียนในฐานะเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะ “เป็นอื่น”   ค่านิยมทั้งสองด้านของผู้เขียน ขัดแย้งกับค่านิยมที่ถือปฏิบัติด้านการเรียนการสอนในโรงเรียน   ซึ่งผู้เขียนก็ปฏิบัติตามนั้น  

แต่ผู้เขียนก็ไม่สามารถออกมาจากความขัดแย้งในใจนี้ได้   เพราะตอนนั้นผู้เขียนไม่มีทักษะ critical thinking   และไม่มีทักษะในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง  

ต่อมาในปี ค.ศ. 1978 ผู้เขียนอ่านหนังสือชื่อ Children’s Mind เขียนโดย Magaret Donaldson   ให้ข้อมูลแย้ง Jean Piaget ที่เคยเสนอว่าเด็กไม่สามารถเรียนรู้หลักการที่เป็นนามธรรมได้    Donaldson ให้หลักฐานว่า จริงๆ แล้ว เด็กสามารถเรียนรู้ด้านนามธรรมได้   ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่าทฤษฎีต่างๆ ที่ปราชญ์สมัยก่อนเสนอไว้ก็อาจผิดได้    และนำผู้เขียนสู่การอ่านหนังสือด้านการศึกษาดีๆ อีกจำนวนมาก

ผมขอเชิญชวนให้อ่านบันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ ()    ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจขีดความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก เปลี่ยนไปจากความเข้าใจของคนโดยทั่วไป          

การอ่านเอกสารวิชาการของวิชาชีพ

ผลการวิจัยประเมินการอ่านหนังสือของครูประถมในสหราชอาณาจักร พบว่าครูอ่านหนังสือวิชาการของครูน้อยมาก   และผลการวิจัยในออสเตรเลีย และในสหรัฐอเมริกาก็พบว่าครูไม่อ่านหนังสือวิชาการด้านการศึกษา   

แต่โชคดีที่ผู้เขียนอ่านหนังสือ  และได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน ว่ามีคนอื่นที่คิดแบบเดียวกันต่อปัญหาการศึกษา    และนำไปสู่เส้นทาง “การวิจัยปฏิบัติการศึกษาตนเองของครู”    

ความรู้ฝังลึก และความรู้สึก (gut feeling)

ผู้เขียนบอกว่า ตนเองไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุของความอึดอัดขัดข้องในการทำหน้าที่ครูของคนอย่างเป็นระบบ   แต่ใช้ “ความรู้เชิงปัญญาญาณ” (intuitive knowledge)  หรือ gut feelings สรุปว่า เกิดจาก  ค่านิยมในใจ กับค่านิยมในการปฏิบัติ ด้านการเป็นครูของตน ไม่ตรงกัน  

วิจารณ์ พานิช        

๑๗ มิ.ย. ๖๑  

 

ทำงานการกุศล

พิมพ์ PDF

ชีวิตที่พอเพียง 3235. ทำงานการกุศล

ผมเกี่ยวข้องหรือทำงานให้แก่องค์กรการกุศล(ในนิยามราชการ และนิยามของผมเอง) จำนวนเกือบสิบองค์กร    นิยามของราชการ องค์กรการกุศลสาธารณะประโยชน์ดูที่การเอาเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น ในลักษณะสังคมสงเคราะห์    มีการกำหนดว่าร้อยละเท่าไรของรายได้จะต้องนำไปบริจาคหรือใช้จ่ายช่วยเหลือผู้อื่นหรือกิจการสาธารณะ  ที่ต้องกำหนดก็เพราะองค์กรแบบนี้ได้รับยกเว้นภาษี  

มูลนิธิพูนพลังที่ลูกสาวผมตั้งขึ้นเมื่อราวๆ ๑๕ ปีที่แล้ว    ก็ได้รับจดทะเบียนเป็นองค์กรการกุศลสาธารณะประโยชน์ ทันทีที่ทำงานครบ ๓ ปีและมีคุณสมบัติครบถ้วน  แต่ใช้เวลาปีเศษกว่าจะได้รับอนุมัติ   เพราะลูกสาวเขาต้องการให้เรื่องมันเดินตามปกติ ไม่ชอบใช้เส้น

ในโลกที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน  การทำ “งานการกุศล” หลายกรณีมีผลประโยชน์แอบแฝง    ไม่ใช่การกุศลบริสุทธิ์ ที่ไม่หวังผลตอบแทน

ผมคิดใคร่ครวญเรื่องการทำงานการกุศลแท้   ว่าไม่ได้มีแค่การใช้เงินเป็นเครื่องมือทำให้เกิดประโยชน์สาธารณะโดยเฉพาะเพื่อการช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาพยากลำบาก    งานการกุศลหลายอย่างใช้ปัญญาและจิตใจที่ดีงามโดยแทบไม่ต้องใช้เงินเลย    

หมายความว่า การทำเพื่อประโยชน์สาธารณะเน้นที่ผลต่อผู้ยากลำบากนั้น   หลายกรณีไม่ใช่เอาเงินหรือสิ่งของไปมอบให้หรือบริจาค    แต่เป็นการสร้างความรู้และวิธีการหรือระบบเพื่อสร้างโอกาสให้ผู้อยู่ในสภาพยากลำบากช่วยเหลือตนเองได้   สามารถดิ้นรนขวนขวายยกระดับการทำมาหากินของตนเองได้    ผมมีความเชื่อว่า งานการกุศลแบบนี้ให้ผลดียั่งยืนกว่า 

งานการกุศลแบบนี้ เน้นใช้ปัญญาเป็นหลัก คนทำงานการกุศลแบบนี้ไม่ได้ลงเงินแต่ลงปัญญา    และอาจต้องหาเงินจากแหล่งทุนมาใช้ทำงาน   

น่าเสียดายที่รัฐบาล คสช.รังเกียจการทำงานการกุศลแบบใช้ปัญญา 

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ก.ค. ๖๑

ขอบพระคุณ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่นำเรื่องนี้มาเขียน มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ ได้รับการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯจากกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี 2555 ได้ทำหนังสือขอให้กรมสรรพกร ประกาศให้เป็นมูลนิธิเพื่อ องค์กรการกุศลสาธารณะประโยชน์  แต่ไม่ได้รับการพิจารณา โดยอ้างว่า ทางมูลนิธิฯไม่ได้นำเงิน จำนวน 60% ไปช่วยเหลือผู้อื่น ในลักษณะสังคมสงเคราะห์ ผมได้จัดทำเอกสารอธิบายและแสดงกิจกรรมของมูลนิธิฯที่ทำเพื่อการกุศลและทำประโยชน์ให้กับผู้ด้อยโอกาส เป็นกิจกรรมที่สร้างปัญญาให้กับผู้คนและให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาส มูลนิธิไม่ได้รับบริจาคเงินจากที่ใด เพื่อนำไปบริจาคต่อ  มูลนิธิฯเน้นการสร้างปัญญาให้คน สร้างคนดี คนเก่งให้กับประเทศชาติ ใช้เงินของกรรมการ มีรายรับปีละไม่ถึง แสนบาท รายจ่ายเฉพาะค่าจัดการเล็กๆน้อยๆ  กิจกรรมที่จัดส่วนมากได้รับการร่วมมือให้ใช้สถานที่ฟรี และได้รับการสนับสนุนด้านอาหาร และเครื่องดื่ม กิจกรรมที่มูลนิธิจัดก็ไม่ได้เก็บเงินกับผู้เข้าร่วม  เจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้องไม่พิจารณา ไม่ยอมให้ไปชี้แจ้งเพิ่มเติมใช้เวลาพิจารณา หลายเดือนก่อนจะทำหนังสือตอบกับมาว่าไม่รับพิจารณา โดยอ้างเอกสารตาม พรบ ซึ่งก็อ้างตามตัวอักษรที่กำหนดไว้บางส่วน แต่ส่วนที่กำหนดว่าสามารถอนุโลมได้โดยเสนอผ่าน รัฐมนตรีพิจารณา ก็ไม่ยอมส่งให้รัฐมนตรีพิจารณา เดิมคิดว่าจะไปฟ้องศาลปกครอง บังเอิญยุ่งๆไม่อยากไปเสียเวลา กับคนที่ไม่ใช้สมองทำงาน คิดว่าปีหน้าถ้ามีเวลาอาจจะไปยื่นอีก  กฎที่กำหนดให้เป็นกฎที่ไม่เป็นธรรม แม้นกระทั่งมูลนิธิฯ ยังมีความเหลื่อมล้ำ กฎข้อบังคับดังกล่าว ตั้งขึ้นมาเพื่อ เอื้ออำนวยให้กับ บริษัทใหญ่ๆใช้เป็นเครื่องมือในการไม่ต้องเสียภาษีบางส่วนโดยการ จัดตั้งมูลนิธิฯขึ้นมาเอง กฎข้อบังคับที่กำหนดนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเงินทอนวัด  ท่านใดสนใจต้องการทราบรายละเอียดต่างๆ สามารถติดต่อผมได้ ทาง e-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

หม่อมหลวงชาญโชติ ชมพูนุท

๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๑


 

จิตใหญ่

พิมพ์ PDF

ชีวิตที่พอเพียง 3225. ภาวนาให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองด้านอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรมสมาทาน “จิตใหญ่”

วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ ผมได้อยู่ในวงสนทนาเรื่องที่เชื่อมโยงกับกระแสเชี่ยวกรากเรื่องร่าง พรบ. การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม พ.ศ. ...  ถึง ๓ วง    ไม่ว่าอยู่ในวงไหน ผมมีจุดยืนตาม บันทึกนี้

คือผมพยายามชี้ว่า พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ต้องคิดถึงเป้าหมายใหญ่และระยะยาวของประเทศเป็นหลักต้องช่วยกันหาทางก้าวข้ามแรงกดดันหรือความยากลำบากระยะสั้นไปให้ได้    เพื่อบรรลุเป้าหมายใหญ่ในระยะยาวคือการใช้อุดมศึกษาขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศ ไปสู่ประเทศไทยที่พลเมืองมีรายได้สูงและสังคมดี     ผู้คนมีความสุข ความเสมอภาคและรักใคร่ปรองดองกัน    ที่รัฐบาลนี้ใช้คำว่าประเทศไทย ๔.๐

ฟังจากข่าวประจำวันในขณะนี้เห็นได้ชัดว่า ประเด็นใหญ่อย่างหนึ่งที่ต้องก้าวข้ามคือ การโกงกิน    ที่ปูดออกมาในวงการสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่  วงการศึกษา กระทรวง พม. ดาราหรือเน็ตไอดอล และอื่นๆ   ซึ่งรากเหง้ามาจากความเป็นแก่ตัวจัด จนชนะฐานคุณธรรมภายในตน    นั่นคือฐานด้านสังคม

ฐานด้านเศรษฐกิจรัฐบาลนี้เก่งด้านการวางฐานหลักการ ว่าต้องเน้นที่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์  โดยมีกลไกสำคัญคือ นวัตกรรมที่มีประเด็นเชื่อมโยงตามมาเป็นขบวนใหญ่   และการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุดมศึกษา เป็นกลไกสำคัญ  

เมื่อจะต้องเปลี่ยนแปลงหน่วยราชการระดับกระทรวง  ก็จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นทันที   เพราะกระทบอำนาจหน่วยงานและบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน    เกิดการเล่นการเมือง ต่อสู้กันด้วย “จิตเล็ก”จิตเห็นแก่ตัวและพวกพ้องวงแคบ  

แม้ในสมาชิกของรัฐบาลเองก็มีข่าวการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน แบ่งเป็นพวกเป็นฝ่าย ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่   ทำให้ผมคิดว่า คนเป็นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในรัฐบาล และความมี “จิตใหญ่”  เป็นตัวอย่างให้คนในสังคมวงกว้างเห็น   โดยยึดเป้าหมายผลประโยชน์ภาพรวมและระยะยาวของประเทศเป็นสำคัญ    ต้องทำให้สังคมไทยจับประเด็นนี้ให้ได้  

ไม่ทราบว่าผมฝันกลางวันหรือเปล่า

ผมสดับตรับฟังข่าวสารในบ้านเมืองเต็มไปด้วยเรื่องราวของ “จิตเล็ก” ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าระบบสื่อสารมวลชนของเรากำลังสร้างคนไทยจิตเล็กเต็มบ้านเมืองหรือไม่   สื่อสารสาธารณะที่สร้าง “จิตใหญ่” เป็นอย่างไร    เราจะช่วยกันสร้างจิตใหญ่ให้แก่บ้านเมืองเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ได้อย่างไร  

กลับมาที่กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต   ผมมองว่า นี่คือการสร้างโอกาส transform สถาบันอุดมศึกษาให้มีพลังต่อการสร้างอนาคต คือ ประเทศไทย ๔.๐  โดยที่สถาบันอุดมศึกษาในสภาพปัจจุบันไร้พลัง    ตัวเองก็ดูจะเอาตัวไม่ค่อยรอด   

กระทรวงอุดมศึกษาฯ ที่ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง เต็มไปด้วยคน “จิตเล็ก”   และยึดติดรูปแบบเดิมๆ    จะไม่มีทางเป็นพลังให้แก่ประเทศไทย๔.๐ ได้    การสร้างกระทรวงใหม่นี้จึงต้องเขียนกฎหมายที่แหวกไปจากแนวทางเดิมๆ   ไปเน้นการกำหนดเจตนารมณ์ หรือเป้าหมาย   และเปิดช่องให้มีการสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการ   เมื่อมีการแดงผลงานเป็นที่ประจักษ์หน่วยงานนั้นก็จะได้รับทรัพยากรเพิ่มขึ้น  คืองบประมาณของภาครัฐเปลี่ยนไปเน้นการ “ซื้อผลงาน”มากขึ้น     

พรบ. ใหม่นี้ น่าจะระบุให้มี platform การทำงาน innovation ที่หลายฝ่ายเข้ามาร่วม    โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้าบริการ   และระบุให้มีการแก้ระเบียบวิชาการว่าด้วยการเรียนการสอน ให้เปลี่ยนจาก lecture-basedไปเป็น inquiry-based, activity-based    คือต้องใช้ พรบ.ใหม่กำหนดเงื่อนไขสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยนักศึกษา   เปลี่ยนจากผู้มาดูดซับความรู้ที่มีอยู่แล้ว เป็นเน้นให้เป็นผู้ร่วมสร้างความรู้จากการปฏิบัติงานในสภาพจริง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่ต้องสร้างนวัตกรรม

วิจารณ์ พานิช

๑๔ มิ.ย. ๖๑



 

บริหารผลลัพธ์ กับบริหารอำนาจ

พิมพ์ PDF

ชีวิตที่พอเพียง 3216a. บริหารผลลัพธ์ กับบริหารอำนาจ

“ผมขอสื่อสารต่อคนไทย ให้ช่วยกันตรวจสอบ ว่าระบบการบริหารประเทศของเรา ยังมีส่วนใดอีกบ้าง ที่มีอำนาจ โดยไม่ต้องรับผิดรับชอบ โดยต้องเน้นความรับผิดรับชอบต่อประชาชน ไม่ใช่แค่สนองผู้มีอำนาจทางการเมือง”

ผมสงสัยมานาน ว่าทำไมระบบการศึกษา ที่มี พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ () ที่อ่านแล้วผมมีความเห็นว่าเขียนไว้ดีมาก    แต่ทำไมเมื่อใช้ พรบ. นี้ คุณภาพการศึกษาไทยกลับแย่ลง

 ผมมาเข้าใจชัดเจนในวันนี้ ว่าเป็นเพราะกระทรวงศึกษาธิการเอา พรบ. นี้ไปตีความ แล้วบริหารอำนาจ ผ่านกฎระเบียบ   ละเลยเรื่องผลลัพธ์   ไม่มีกลไกความรับผิดรับชอบ (accountability) ต่อผลลัพธ์    

ในเชิงหลักการ การมีอำนาจโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบ เป็นระบบที่ฉ้อฉล (corrupt)    

ผมขอสื่อสารต่อคนไทย ให้ช่วยกันตรวจสอบ ว่าระบบการบริหารประเทศของเรา  ยังมีส่วนใดอีกบ้าง ที่มีอำนาจ โดยไม่ต้องรับผิดรับชอบ   โดยต้องเน้นความรับผิดรับชอบต่อประชาชน  ไม่ใช่แค่สนองผู้มีอำนาจทางการเมือง

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ก.ค. ๖๑  

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand


 

คำแนะนำของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เรื่องกระทรวงใหม่

พิมพ์ PDF

คำแนะนำของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี เรื่องกระทรวงใหม่

ทำอย่างไร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม จะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต

โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี

๑.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คือเครื่องมือยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ

 ประเทศไทยติดอยู่ในสภาวะวิกฤตเรื้อรัง หาทางออกไม่ได้ การตั้งกระทรวงใหม่ คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ต้องเป็นเครื่องมือของความสำเร็จ ไม่ใช่ล้มเหลวอีกเช่นเคย ต้องมีบทเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการ การบริหารโครงสร้างแบบระบบราชการจะทำให้ล้มเหลว เพราะเป็นโครงสร้างแห่งการควบคุม ไม่ใช่เพื่อความงอกงาม และนวัตกรรม

ต้องบริหารฟังค์ชั่นหรือพันธกิจ และบริหารเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์  แก่นแกนหน้าที่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คือการสร้างความเข้มแข็งทางปัญญา

ในสมัยโลกาภิวัตน์ ถ้าประเทศอ่อนแอทางปัญญาต้องตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจของประเทศที่แข็งแรงกว่า เช่น ถ้าต่างชาติเป็นเจ้าของธนาคาร เป็นเจ้าของโรงแรม เป็นเจ้าของที่ดินและกิจการต่างๆ เขาย่อมตักตวงผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไป โยนเศษเนื้อเศษกระดูกให้เรากิน ติดกับอยู่ในความยากจนเหลื่อมล้ำ จิกตีกันเหมือนไก่อยู่ในเข่ง

เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งทางปัญญาของชาติจึงสำคัญยิ่ง และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมคือเครื่องมือยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ

 

๒.สำรวจทรัพยากรคน (Human Mapping)

 เครื่องมือของนักยุทธศาสตร์ คือ Mapping

ต้องสำรวจทรัพยากรทั้งหมดที่จะใช้ในยุทธศาสตร์ทางปัญญา ซึ่งต้องไม่มองแต่ในสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่มีอย่างมโหฬารและหลากหลายในที่ต่างๆ เช่น ในชุมชนท้องถิ่น ในภาคธุรกิจเอกชน ในระบบราชการ ในกองทัพ ในภาคประชาสังคม ในองค์กรทางศาสนา ในองค์กรทางการสื่อสาร ฯลฯ ควรจะทำการสำรวจคนไทยทั่วประเทศว่าใครเก่งเรื่องอะไรบ้าง และทำฐานข้อมูลอีเล็คทรอนิค ซึ่งสามารถเรียกดูได้ทันที ฐานข้อมูลของคนไทยทั้งประเทศจะมีประโยชน์มาก เพราะจะทำให้คนไทยทุกคนภูมิใจในตนเองที่ความถนัดความรู้ความสามารถของตนเป็นที่รับรู้ของคนทั้งชาติ

ถ้าเราเคารพแต่ความรู้ในตำราหรือปริญญา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีเกียรติ คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติประเทศจะเข้มแข็งได้อย่างไร

เมื่อข้อมูลความเก่ง ความถนัด ความชำนาญของแต่ละคนไปปรากฏในฐานข้อมูลของชาติ แต่ละคนก็อยากทำความดีให้ปรากฏแก่สาธารณะมากขึ้นๆ

ข้อมูลความเก่งของคนไทยทำให้เกิดแหล่งเรียนรู้มากมาย ใครอยากเรียนรู้อะไรก็ไปเรียนกับคนที่เก่งในเรื่องนั้น การได้มีโอกาสเรียนกับคนที่เก่งจะสนุก และสร้างคนไทยที่เก่งๆได้มาก ในระบบการศึกษาที่เป็นทางการในปัจจุบัน ผู้เรียนโดยมากเรียนกับคนที่ทำไม่เป็น ไม่สนุก และสร้างคนไม่เก่งขึ้นมาเต็มประเทศ

ข้อมูลความเก่งของคนไทยยังมีประโยชน์อย่างมากทางเศรษฐกิจ เช่น ที่ใดมีคนทำอาหารหรือขนมอร่อย หรือทำสินค้าหัตถกรรมที่สวยงามผู้คนก็อยากไปท่องเที่ยว หรือทางยุทธศาสตร์อาจส่งเสริมให้คนเก่งในเรื่องเดียวกันรวมตัวกันเป็นสถาบันการผลิต หรือสถาบันการพัฒนาคน

ฉะนั้นถ้าทำHuman Mapping ของคนไทยทั้งประเทศได้ จะเป็นเครื่องมือ ของยุทธศาสตร์ทางปัญญา

. สิบจุดยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ

 ที่การศึกษาของเราอ่อนแอ เพราะเป็นการท่องวิชาไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะทำเรื่องอะไรที่สำคัญให้สำเร็จ ยุทธศาสตร์ทางปัญญาต้องมีจุดยุทธศาสตร์ จุดยุทธศาสตร์ในการรบหมายถึง ถ้าทำตรงนี้แล้วจะทำให้ชนะสงคราม

ขอเสนอ ๑๐ จุดยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ ดังนี้

·         สำนักคิด(Think Tank) การคิดต้องมาก่อนการวิจัย เพราะพลังความคิดนั้นกว้างไกลกว่าการวิจัยซึ่งบางทีก็กระจัดกระจายสะเปะสะปะไม่มีพลัง มหาวิทยาลัยมีแต่นักสอนและนักวิจัย แต่ไม่มีนักคิด จึงไม่มีพลังทางปัญญาเท่าที่ควร

·         ความเข้มแข็งของฐานรากของประเทศถ้าฐานของประเทศเข้มแข็งจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง และลดความเหลื่อมล้ำ ฐานของประเทศคือชุมชนท้องถิ่น ทั้ง ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘,๐๐๐ ตำบล ๗๖ จังหวัด ต้องทุ่มกำลังทั้งหมดและการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ให้ทุกพื้นที่มีความเข้มแข็งทางปัญญา สามารถจัดการการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งเศรษฐกิจ- จิตใจ – สังคม-สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย ความเข้มแข็งทางปัญญาของพื้นที่ในการพัฒนาอย่างบูรณาการ จะทำให้ประเทศมีปรกติสุข และยั่งยืน

·         เศรษฐกิจมหภาคแข็งแรงและหนุนช่วยฐานรากของประเทศถ้าเศรษฐกิจมหภาคของเราอ่อนแอเศรษฐกิจต่างชาติก็จะรุกคืบเข้ามาทำให้เราตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ และยากจนตลอดไป เพราะฉะนั้นต้องทุ่มเทช่วยให้เศรษฐกิจมหภาคแข็งแรง โดยต้องเชื่อมโยงให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งด้วย ความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจมหภาคและเศรษฐกิจชุมชนอย่างเกื้อกูลกัน จะทำให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าบนพื้นฐานที่สมดุล

·         การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติสถานการณ์ของโลกและของประเทศซับซ้อนและแปรผันตลอดเวลา เราต้องมีการวิจัยให้รู้สถานการณ์ความเป็นจริงทุกด้าน เพื่อวาง position และ ทิศทางของประเทศให้เหมาะสมกระทรวงใหม่ควรเชื่อมโยงการวิจัยยุทธศาสตร์ทั้งของกองทัพและพลเรือน เป็นการวิจัยยุทธศาสตร์ชาติที่เข้มแข็ง ทันกาล

·         การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะนโยบายสาธารณะมีผลกระทบต่อคนทั้งชาติทั้งทางบวกหรือทางลบ การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดีเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะต้องการความสุจริตใจ และสมรรถนะทางปัญญาอย่างสูง มหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่นี้แต่ก็ไม่ สสส.เคยสนับสนุนแผนงานวิจัยนโยบายสาธารณะ ใช้งบประมาณไปหลายร้อยล้านบาท เป็นเวลา ๑๐ ปีโดยแบ่งเป็น ๒ ช่วงๆละ ๕ ปี มีผู้จัดการแผนงานที่เป็นคนเก่ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมหาวิทยาลัยไม่มีฉันทะและสมรรถนะในเรื่องนี้

·         ปัญญาการจัดการเรื่องสำคัญของชาติให้สำเร็จประเทศไทยเป็นรัฐราชการ ระบบราชการเน้นการควบคุม แต่สังคมสมัยใหม่เต็มไปด้วยปัญหาซับซ้อนและยาก ที่รัฐราชการไม่สามารถบริหารจัดการไปสู่ความสำเร็จ ปัญหาจึงสะสมท่วมทับ ยกตัวอย่างปัญหาอุบัติเหตุจราจรที่คนไทยตายปีละประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน และบาดเจ็บอีกเกือบล้านคน ซึ่งถือว่าสูงสุดในโลก แต่แก้ไขอะไรไม่ได้เลย การบริหารจัดการที่ไม่สัมฤทธิผล ขาดสัมฤทธิศาสตร์ ทำให้คนไทยและประเทศไทยต้องสูญเสียอย่างมหาศาล

·         สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการเรียนรู้ที่ดีของคนทั้งมวลคนไทยในประเทศไทยขาดวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพราะชั่วกาลนานในอดีตเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ และมีภัยพิบัติทางธรรมชาติน้อยกว่าประเทศอื่นๆ จึงตั้งอยู่ในความสบายและความเฉื่อยทางปัญญา แต่บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเป็นอย่างใหม่แล้ว วัฒนธรรมเก่าเช่นนี้ไม่เข้ากันและก่อปัญหามาก ต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนทั้งมวล นี้ก็เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางปัญญาที่สำคัญยิ่งของชาติอย่างหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยขาดความสนใจและไม่ได้ทำอะไรจริงจัง

·         สร้างคนไทยที่มีคุณภาพสูงเรื่องความสำคัญของคุณภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัว แม้มีการพูดกันมานาน แต่การทำงานตามระบบราชการก็ไม่สามารถสร้างคุณภาพเด็ก เยาวชน ที่มีการพูดกันทางวิชาการและทางนโยบายต้องการการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ระบบการศึกษาทั้งหมดก็ไม่สามารถสร้างคุณภาพคนไทยได้มากพอและเร็วพอ นอกจากคุณภาพสูงโดยทั่วไปแล้ว ประเทศต้องมีคนเก่งหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆทุกเรื่อง ประเทศไทยใช้งบประมาณการศึกษาสูงมาก ประมาณร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณแผ่นดิน คือ ปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ระบบการศึกษาก็ไม่สามารถสร้างคนไทยคุณภาพสูงและคนไทยเก่งในเรื่องต่างๆ ในปัจจุบันภาคธุรกิจมีคนเก่งๆมากที่สุด ในการบริหารยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ ต้องเปิดพื้นทื่ทางปัญญาและพื้นที่ทางสังคมอย่างกว้างขวาง และนำนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญ การบริหารเชิงยุทธศาสตร์เข้ามาช่วย

·         สร้างความเข้มแข็งวิทยาศาสตร์พื้นฐานประเทศไทยทำงานทางเทคโนโลยียากๆไม่ได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ซึ่งราคาแพงมากทำให้ขาดดุลทางเทคโนโลยีเป็นแสนล้านต่อปี ทั้งนี้เพราะความอ่อนแอทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เช่นฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานได้ เพราะอาจารย์ทางวิทยาศาสตร์ ต้องรับภาระหนักในการสอนวิชาเหล่านี้ให้แก่ทุกคณะและสถาบันที่ต้องการเรียนวิชาเหล่านี้“ต้องสอนประดุจโรงเรียนประชาบาล”(ตามคำของ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้องสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ให้นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ที่เก่งๆ สามารถทำการวิจัยและสร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพสูง ให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

·         ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อพัฒนาประเทศไทยการสื่อสารถ้าทำได้ดีและทั่วถึงจะเป็นเครื่องมือยกระดับทางปัญญาของคนทั้งประเทศโดยรวดเร็ว เรามีทั้งเทคโนโลยี ช่องทาง และเงิน แต่ขาดคนคิดและบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ในยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ จึงควรมียุทธศาสตร์การสื่อสารด้วย ซึ่งคิดถึงการสื่อทุกประเภท คือ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โซเชียลมีเดีย และโดยศิลปะทุกแขนง ซึ่งรวมถึงวรรณกรรม โคลงฉันท์กาพย์กลอน ละคร และภาพยนตร์ เช่น ถ้ามีการผลิตภาพยนตร์ดีๆ และฉายให้ดูกันทุกตำบล จะมีผลกระทบถึงคนทั้งประเทศเป็นต้น

    กระทรวงใหม่ต้องรวบรวมนักคิดที่เก่งที่สุดจำนวนหนึ่งมาเป็นสำนักคิดที่คิดเรื่องที่สำคัญๆและกระตุ้นให้เกิดสำนักคิดในมหาวิทยาลัยต่างๆ และที่เป็นอิสระ ให้ประเทศมีพลังทางความคิด

       กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ต้องบริหารเชิงยุทธศาสตร์ให้มีการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดีให้ได้ เพราะกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดี คือ การยกระดับภูมิปัญญาชั้นยอดของสังคม อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดf

 

กระทรวงใหม่ในฐานะบริหารยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ ต้องเป็นที่รวมของนักบริหารเชิงยุทธศาสตร์ และไปช่วยบริหารสัมฤทธิศาสตร์ให้เรื่องสำคัญๆของชาติเป็นผลสำเร็จ

กพร.เคยทุ่มเทไปมากในการสร้างนักบริหารยุทธศาสตร์ แต่เมื่อไปอยู่ในกระทรวงต่างๆ ก็ไม่สามารถฝ่าวัฒนธรรมองค์กร และ mindset เดิมได้ ฉะนั้นกระทรวงใหม่ต้องเป็นที่อยู่ของนักบริหารยุทธศาสตร์ แล้วส่งไปช่วยบริหารสัมฤทธิ์ศาสตร์ในเรื่องต่างๆ  ลองทบทวนดูว่าถ้าทำทั้ง ๑๐ จุดยุทธศาสตร์ทางปัญญา ดังกล่าวข้างต้น ประเทศไทยจะมีความเข้มแข็งทางปัญญาและผลสำเร็จสักเพียงใด

     ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ากระทรวงใหม่บริหารแบบราชการเหมือนกระทรวงอื่นๆ

  . กระทรวงที่บริหารเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์

  การที่ประเทศพัฒนาได้ยากเพราะการบริหารแบบราชการที่เน้นการควบคุมได้สร้างวัฒนธรรมองค์กร และ mindsetให้เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเหนียวแน่นประดุจเป็นดีเอ็นเอของรัฐไทย ได้ถามกันมากว่าจะเปลี่ยน mindsetกันได้อย่างไร แน่นอนว่าเปลี่ยนไม่ได้ด้วยการสั่งสอน หรือแม้การเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ mindset ก็ยังไม่เปลี่ยนเพราะสื่งแวดล้อมยังเหมือนเคย

สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกำหนดวัฒนธรรม ดังที่กลุ่มคนในภูมิประเทศต่างๆมีวัฒนธรรมต่างกัน ที่เรียกว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม

การบริหารเชิงนโยบาย และยุทธศาสตร์ที่มีการใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือ เป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ ที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรม และmindset (mindset เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมธรรม) นโยบายต้องมีงบประมาณที่ไปด้วยกันเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป็นแต่วาทกรรมและคำพูดทางวิชาการ แต่งบประมาณเป็นอย่างอื่น อย่างนั้นไม่เรียกว่านโยบาย เป็น wishfulthinking

เพราะฉะนั้นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ที่จะเน้นการทำงานทางนโยบายและยุทธศาสตร์ต้องมีการงบประมาณเป็นเครื่องมือด้วย

ต้องมีส่วนงานที่เป็นอิสระซึ่งสามารถแสวงหานักบริหารยุทธศาสตร์เก่งๆจำนวนมาก เพื่อบริหารยุทธศาสตร์ทางปัญญา รวมถึงสามารถไปช่วยงานเชิงกลยุทธศาสตร์ที่กระทรวงต่างๆ หรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการทำเรื่องสำคัญๆให้สำเร็จ

โดยที่การบริหารเชิงยุทธศาสตร์จำเป็นต้องระดมคน วิชาการ งบประมาณ และแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปสู่ความสำเร็จ งานยุทธศาสตร์ทางปัญญาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ต้องการความเข้าใจและสนับสนุนโดยผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรี และแท้ที่จริงยุทธศาสตร์ทางปัญญาแห่งชาติก็เป็นเครื่องมือให้นายกรัฐมนตรีประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ

โดยที่กลไกของรัฐไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือที่เรียกว่าองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ เพราะคุ้นเคยกับการควบคุม จึงมักไม่สบายใจและเข้ามาสอดแทรกหรือแม้ทำลาย ความเข้าใจและเห็นคุณค่าโดยสังคมจะทำให้การบริหารเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เติบโตขึ้นได้ในประเทศไทย และพาชาติออกจากวิกฤต

---------------------------------------------------

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย Prof. Vicharn Panich ใน สภามหาวิทยาลัย


 


หน้า 4 จาก 390
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile ย่อ 4 ธ.ค.2560
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
บัญชีรายชื่อกรรมการ 15 มีนาคม 2560 ลงนาม
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC Profile.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 774
Content : 2147
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 4175465

facebook

Twitter


บทความเก่า