Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

ผมเชื่อมั่น และมีศรัทธา ต่อ พล.เอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี

พิมพ์ PDF

ผมเชื่อมั่น และมีศรัทธา ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี


ผมเชื่อและมีศรัทธา ต่อ พล.อ.ประยุทธ นายกรัฐมนตรี

หลังจากอ่านบทความใน http://www.posttoday.com/politic/440039 (พล.อ.ประยุทธ์ เผย หากประชามติไม่ผ่านก็ต้องร่างรธน.ใหม่ ชี้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาต่างกันไม่กี่มาตรา ยันไม่ออกกฎหมายพิเศษ หากมาตรา61 ติดหล่ม เมื่อวันที่28 มิ.ย. เวลา 14.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล)

ผมมีความเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ ว่าท่านเสียสละและทำเพื่อประเทศชาติ อย่างแท้จริง ผมอ่านข่าวที่เขียนโดยโพสต์ทูเดย์ ในเนื้อหาสาระที่ท่านประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ ผมเข้าใจและขอแสดงความชื่นชมกับท่านประยุทธ์ ข้อความชัดเจน และถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามที่ท่านกล่าว ท่านพูดได้ตรง และถูกต้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ๆจะแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ผมขอวิงวอนให้ประชาชนศึกษาและทำความเข้าใจในสิ่งที่ท่านพยายามทำเพื่อประเทศชาติ และให้ความร่วมมือกับท่านนายก ถ้าประชาชนยังไม่ให้ความสำคัญ ยังถือว่าธุรไม่ใช่ ฉันไม่ได้มีหน้าที่อะไร จึงปล่อยให้ท่านนายก รบ กับผู้ที่ต้องการสร้างประโยชน์ ให้กับตัวเองและพวกพร้อง เพียงลำพัง ท่านคงไม่มีกำลังต่อสู้ได้ นอกจากพวกประชาชนจะให้ความร่วมมือและเข้ามาช่วยเหลือ วิธีการช่วยเหลือที่ดีที่สุดก็คือเปลี่ยนความคิดของตัวเอง หันมาช่วยกันคิดถึงประเทศชาติ เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ให้เกียรติผู้นำ ช่วยแบ่งเบาภาระ ไม่ใช่รุมโจมตีและสร้างปัญหาให้มากขึ้น ขอให้เลิกแบ่งสีแบ่งพวก หันมาร่วมมือกัน ความเห็นต่างเป็นเรื่องของธรรมชาติ ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดนั่นน่ะไม่ใช่ธรรมชาติ ความคิดต่างเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่ายึดมั่นถือมั่นว่าความคิดของฉันถูกเพียงฝ่ายเดียว เราต้องนำความแตกต่างมาหาจุดสมดุลย์เพื่อการสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อการทำลาย ท่าน ศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือ ท่านก็กำลังพยายามให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนทรรศ์ทางปรัชญาที่ ๕ อยู่ ปรัชญากระบวนทรรศน์ที่ ๕ เป็นปรัชาที่จะช่วยให้สังคมโลกเป็นสังคมแห่งความสุข ประเทศไทยมีปรัชญาที่ถูกต้องและเหมาะสมอยู่แล้ว แต่ทำไมเราไม่นำมาศึกษาทำความเข้าใจและนำมาใช้ในชีวิติประจำวันของเรา ปรัชญานั้นได้แก้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศึกษาให้ดี จะพบของดีๆที่ประชาชนคนไทยได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือการปกครองแบบธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย เป็นรูปแบบการปกครองที่ชาวตะวันตกตั้งขึ้น ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งนำเข้ามาใช้ในระบบการปกครองของประเทศไทย ซึ่งล้มเหลวมาโดยตลอด หลักการปกครองที่คนไทยควรได้รับคือการปกครองแบบธรรมาภิบาล เรามีของดีอยู่แต่กลับไปใฝ่คว้าหาสิ่งจอมปลอม

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
29 มิถุนายน 2559

 

นายกขยับหมาก เปลวสีเงิน

พิมพ์ PDF

นายกฯ 'ขยับหมาก'

******************

    การเมืองเหมือน "หมากรุก"

    "ฝ่ายตรงข้าม" ดาหน้ากันขึ้นไปเป็นแผง ทั้งเบี้ย ยันขุน

    นายกฯ แค่ขยับโคนตัวเดียว ตาค้างกันทั้งกระดาน!

    เมื่อวาน (๙ พ.ย.๖๕) ท่านลงนามแต่งตั้ง "ดร.ไตรรงค์  สุวรรณคีรี" ที่ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ ๒๗ ตุลา

    เป็น "ที่ปรึกษาประจำตัว" อีกคน

    เท่ากับตอนนี้ นายกฯ มี ๒ ที่ปรึกษา ครบ "แขนซ้าย-แขนขวา"

    ข้างหนึ่ง "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" ชำนาญกฎหมาย

    อีกข้าง "ดร.ไตรรงค์" ชำนาญเศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษา "ป๋าเปรม" สมัยป๋าเป็นนายกฯ ๘ ปี

    จาก ๘ ปี "ป๋าเปรม" ถึง ๘ ปี "พลเอกประยุทธ์"!

    จะใช้คำว่า "ลุงตู่" กับ ดร.ไตรรงค์ ก็ไม่เหมาะ เพราะนับโดยพรรษา ลุงตู่ เกิด ๒๔๙๗ แต่ ดร.ไตรรงค์ เกิด  ๒๔๘๗ ห่างกันตั้ง ๑๐ ปี!

    ย้อนกลับไปสมัย ๖ ตุลา ดร.ไตรรงค์ เป็น "เลขาส่วนตัว" ท่านอาจารย์ "ป๋วย อึ๊งภากรณ์"

    ก็อย่างที่บอก ในโลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างถูกจัดสรรลงตัวไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

    อยู่แต่ว่า จะปรากฏ "ตอนไหน-เวลาไหน" เท่านั้น!

    ดร.ไตรรงค์ จบเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่บ้าทฤษฎีและติดอยู่ในตำราเหมือนนักเศรษฐศาสตร์-รัฐศาสตร์บางคน

    จะเห็นว่า ดร.ไตรรงค์ ต่างกับพวกอาจารย์มากอีโก้ โม้ทฤษฎี ที่ชอบสวมเสื้อนอก ออกจ้อตามจอ

    ส่วนใหญ่ พวก "หัวลูกเต๋า" เรียนมา-จำมาอย่างไหน  ก็ติดตำราอยู่แค่นั้น ไม่รู้จักพลิกแพลงใช้

    ส่วน ดร.ไตรรงค์ ท่านทะลุเปลือกตำราในห้องสอน ไปสู่ปฏิบัติการสร้างและพัฒนาชาติ ซึ่งมันคนละโลกกับในตำรา

    จดหมายลาออกจากประชาธิปัตย์ของท่าน ประเด็นสำคัญอยู่ตรงว่า......

   "ผมขอมีลมหายใจเป็นของตนเอง" สักครั้ง!

    การมาเป็นที่ปรึกษาให้นายกฯ ในภาวะที่ใครๆ ก็พูดว่า "นายกฯ ขาลง" ดังนั้น เรื่องตำแหน่ง ลาภ ยศ เลิกพูด

    ถ้าอย่างนั้น ดร.ไตรรงค์ มาทำงานให้นายกฯ ประยุทธ์เพราะอะไร?

เพราะ "ผมขอมีลมหายใจเป็นของตนเอง" สักครั้ง

    และลมหายใจนั้่น เคียงลมหายใจพลเอกประยุทธ์

    ในความเป็น "คนจริง-นักเลงจริง" เท่านี้...จบ!

    ๒ ที่ปรึกษาซ้าย-ขวา จะช่วยนายกฯ "สร้างประเทศ" ได้แบบไหน อย่างไร อ่านนี่ซักหน่อยปะไร

.......................................

    ดร. ไตรรงค์ สุวรรณคีรี

    #ยุทธศาสตร์ #นโยบาย #การประชุม APEC

    เมื่อผมเขียนใน Facebook ชื่นชมว่าประเทศไทยโชคดีที่มีนายกรัฐมนตรี อย่างน้อย 2 ท่าน ที่เป็นคนซื่อสัตย์

    และได้เป็นผู้นำรัฐบาลเป็นระยะเวลานานพอที่จะคิดเรื่องยุทธศาสตร์ระยะยาวให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประเทศในอนาคตได้

    ก็มีผู้อ่านบางท่านตำหนิว่า.......

    นายกฯ ที่ซื่อสัตย์ของไทยมิได้มีเพียง 2 ท่านเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อตำหนิที่ถูกต้องที่สุด

    เพราะตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย เคยมีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีชื่อเสียเกี่ยวกับการโกงกินคอร์รัปชันอยู่อีกหลายท่าน

    เช่น พระยามโนปกรณ์นิติธาดา, นายทวี บุณยเกียรติ,  ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, นายควง อภัยวงศ์, นายสัญญา  ธรรมศักดิ์

    นายธานินทร์ กรัยวิเชียร, นายอานันท์ ปันยารชุน, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, นายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้น

    แต่ที่ผมเอ่ยชื่อเพียง 2 ท่าน คือ พล.อ.เปรม และ  พล.อ.ประยุทธ์ นั้น

    ผมหมายถึงนายกฯ ที่ซื่อสัตย์ และได้เป็นหัวหน้ารัฐบาลบริหารประเทศเป็นระยะยาวติดต่อกัน

    จนสามารถมียุทธศาสตร์ มีนโยบาย ในการวางโครงสร้างเพื่อความเจริญและมั่นคงต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้

    เช่น พล.อ.เปรม ได้สร้างท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจมาบตาพุด ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง

    และเป็นคนแรก ที่สั่งให้มียุทธศาสตร์ระยะยาวสำหรับ  3 จังหวัดภาคใต้ ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นคนแรก ที่สั่งให้มีการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) สร้างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    รวมทั้งมีการปรับปรุงการคมนาคมทั้งทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ มากที่สุดในประวัติศาสตร์

    นายกฯ ที่ซื่อสัตย์คนอื่นๆ อาจจะซื่อสัตย์จริง แต่มิได้มีผลงานในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจใดๆ

    ไม่มีการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่ออนาคตประเทศ  จึงไม่มีการลงมือทำแผนเพื่อสนองยุทธศาสตร์ที่ให้เห็นได้อย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะในยุคของท่านเหล่านั้น มีเวลาให้ท่านบริหารประเทศสั้นเกินไป

    หรืออาจเพราะมีปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมืองจากพวกอกหัก คอยก่อกวน จนไม่มีเวลาคิดวางแผนอะไรในระยะยาวให้กับประเทศได้

    หรืออาจไม่มีความคิดเช่นนั้นอยู่ในสมองก็เป็นไปได้

    ที่น่าเสียดายก็คือ ในช่วงของรัฐบาลเผด็จการของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลเผด็จการจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ และช่วงของรัฐบาลจอมพลถนอม-ประภาส

    แต่ละท่าน เป็นผู้นำรัฐบาลในระยะยาวพอสมควร มีเสถียรภาพเพราะได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา

    แต่ก็ไม่เคยมีวิสัยทัศน์ที่คิดจะวางยุทธศาสตร์ระยะยาวให้กับประเทศเลย

    ช่างแตกต่างจากรัฐบาลของนายพลปัก จุงฮี จอมเผด็จการของเกาหลีใต้ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (พ.ศ.2504-2521)

    ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน แต่นายพลปัก จุงฮี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล.......

    ได้สั่งให้ลูกน้องที่ใกล้ชิดไปจัดการทำแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว ทั้งๆ ที่ลูกน้องคนนั้นมิได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด

    ต้องพูดความจริงกันเสียสักครั้งหนึ่งว่า.....

    เบื้องหลังความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ จากประเทศด้อยพัฒนา (Less Developed Country-LDC)

    เป็นประเทศพัฒนา (Developed Country-DC) ของหลายๆ ประเทศ

    ล้วนใช้นักเศรษฐศาสตร์น้อยมาก อาจจะเป็นเพราะนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ มักติดยึดในทฤษฎีการค้าเสรีตามที่เคยเรียนมาจากประเทศตะวันตก

    ซึ่งโลกได้พิสูจน์แล้วว่า การให้ทุกประเทศมีการค้าเสรีตามนโยบาย Washington Consensus ที่คิดขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันและอังกฤษนั้น

    ประเทศเล็กๆ ที่ด้อยพัฒนา มีแต่ถูกสูบเลือด ถูกเอาเปรียบจากประเทศที่พัฒนาแล้ว

    วิกฤตเศรษฐกิจก็เกิดขึ้น เพราะการบ้าทฤษฎีเศรษฐกิจเสรีนั้นแหละ

    ตัวอย่างประเทศใกล้ตัวของเราที่ใช้นักเศรษฐศาสตร์น้อยมากก็คือ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

    ประเทศญี่ปุ่น นั้น ใช้นักกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ในการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว

    ไต้หวัน ใช้วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนใหญ่ ในการวางยุทธศาสตร์ดังกล่าว

    เกาหลีใต้ก็เช่นเดียวกับไต้หวัน ภายใต้การนำของนายพลปัก จุงฮี ผู้เป็นเผด็จการยิ่งกว่าจอมพลสฤษดิ์

    ปกครองประเทศเกาหลีใต้ติดต่อกันถึง 18 ปี

    แต่ปัก จุงฮีกลับใช้ผู้ช่วยประธานาธิบดี คือ นายโอ  วอนชุล (Oh Won Chul) ซึ่งเป็นวิศวกรให้เป็นผู้รับผิดชอบในการยกร่างแผนเศรษฐกิจและกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว

    นาย Won Chul ได้ร่วมกับวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ อีกประมาณ 20 คน โดยกำหนดยุทธศาสตร์ด้วยความเห็นชอบของประธานาธิบดี

    ว่า#ต้องสร้างประเทศเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

    ทั้งนี้ ก็เพื่อเปลี่ยนประเทศ จากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกรดต่ำๆ ให้กลายเป็นประเทศ ที่สามารถส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมคุณภาพสูง เหนือกว่าคู่แข่งขันใดๆ ในโลกให้ได้

    โดยเฉพาะทางด้านการผลิตเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า (Electronics) เหล็กกล้า (Steel) และการก่อสร้างเรือขนาดใหญ่ทั้งเรือสินค้าและเรือรบ (Ship building) เป็นต้น

    ยุทธศาสตร์เหล่านี้ ได้ประกาศไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510-2514)

    หลังจากนั้น การกำหนดนโยบายเพื่อวางแผนผลิตแรงงานให้ทันกับความต้องการของอุตสาหกรรมดังกล่าวในอนาคต โดยเฉพาะการผลิตวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์

    ผู้สำเร็จขั้นกลางระดับอาชีวะที่สามารถจะทำงานร่วมกับเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ #จนปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าว ก็ไม่เป็นสองรองใคร

    เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของเราก็ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพจริงๆ

    คือรู้งานในการทำงานกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีสมัยใหม่จากประเทศต่างๆ ได้ เมื่อมันเสีย ก็สามารถซ่อมแซมได้ทันที

    แรงงานประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องเรียนจบมีดีกรี ตรี โท  หรือเอก

    ความรู้ความเข้าใจของกลไกทางเทคโนโลยีที่ต้องใช้กับเครื่องจักรสมัยใหม่จากทั่วโลกที่จะมาลงทุนในเขต EEC  ต่างหาก ที่สำคัญกว่าสิ่งใดๆ

    #จะต้องใช้งบประมาณเท่าใดก็ต้องยอมครับ

    นอกจากประเทศไทยต้องมี #นโยบายการศึกษาเพื่อผลิตแรงงานที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรม เหมือนอย่างที่เกาหลีใต้เคยมีตั้งแต่สมัย ประธานาธิบดีปัก จุงฮี แล้ว

    การแลกเปลี่ยนการฝึกแรงงานกับประเทศผู้เป็นเจ้าของเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงน่าจะเป็นเรื่องจำเป็นในการทำความตกลงกันให้ได้ในการประชุม APEC ในครั้งนี้ด้วย

.......................................

    ขยับหมากตาเดียว ยังตาค้างกัน

    ขยับอีกตา ต้นปีหน้า...

    มิตกใจ จน "หลานตา" คลอดก่อนกำหนดรึนั่น!?

.

คนปลายซอย

เปลว    สีเงิน

ไทยโพสต์

๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕


 

ประสบการณ์ชีวิตของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท บทเรียนการดำเนินชีวิตผู้สูงวัย ตอน (

พิมพ์ PDF

บทเรียนการดำเนินชีวิตผู้สูงวัย ตอน ๖ : งานโรงแรม (ประสบการณ์ชีวิตของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท)

เริ่มต้นงานที่บริษัททัวร์รอแยล จากพนักงานขายทัวร์ เป็นพนักงานขายตั๋วเครื่องบิน เลื่อนเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย เมื่อไปอยู่บริษัทเล็กๆจะอยู่ได้ไม่นาน เป็นหุ้นส่วนและกรรมการผู้จัดการเมื่ออายุ ๒๘ ปี ทำงานใช้หนี้ และได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอีกครั้ง แต่ก็ต้องอกหักเพราะสายป่านไม่ยาวพอ

หลังจากผ่านประสบการณ์ด้านการขายตั๋วเครื่องบิน และงานด้านการท่องเที่ยว มาหลายบริษัท สุดท้ายจบลงที่บริษัททรูทัวร์ (ตามที่ได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้) เป็นเหตุให้ผู้เขียนเปลี่ยนอาชีพจากการบริหารบริษัทท่องเที่ยว ไปเป็นบริหารโรงแรม คุณณรงค์ เสาวลักษณ์ ลูกค้าซื้อตั๋วเครื่องบินของผู้เขียน ได้เสนองานผู้จัดการฝ่ายขายที่โรงแรมสยามเบย์วิว โรงแรมใหม่ที่กำลังจะเปิด ที่พัทยา ผู้เขียนยังไม่เคยทำงานโรงแรมมาก่อน การที่คุณณรงค์เสนองานนี้ให้กับผู้เขียนถือว่าเป็นโชคและโอกาสของผู้เขียน เนื่องจากผู้เขียนเข้ารับงานในตำแหน่งนี้ก่อนที่โรงแรมจะเปิด ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสเรียนรู้งานโรงแรม โดยมีคุณณรงค์เป็นทั้งโค้ช และผู้สอนงานโรงแรมให้กับผู้เขียน ผู้เขียนทำงานด้วยใจ และมีความขยัน คิดถึงผลประโยชน์ของโรงแรมเป็นหลัก ทำให้ผู้เขียนสามารถทำงานในหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากเจ้านาย และเพื่อนร่วมงาน จากการเป็นผู้จัดการฝ่ายขายโรงแรมสยามเบย์วิวเพียงโรงแรมเดียว ก็ได้เพิ่มความรับผิดชอบให้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายโรงแรมสยามเบย์ชอร์อีกโรงแรมหนึ่ง ผู้เขียนทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด จันทร์-ศุกร์ ทำงานที่สำนักงานกรุงเทพ เสาร์-อาทิตย์ ประชุม และไปรับรองลูกค้า ที่โรงแรม หลังจากคุณณรงค์ เจ้านายโดยตรงของผู้เขียนหมดสัญญาการบริหารโรงแรมกับเจ้าของโรงแรม และไม่มีการต่อสัญญา ผู้เขียนก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมแต่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น และขึ้นตรงต่อเจ้าของโรงแรมโดยตรง (หลังจากหมดสัญญากับคุณณรงค์ เจ้าของลงมาบริหารเองโดยไม่จ้างคนใหม่มาแทนคุณณรงค์) ผู้เขียนได้ลาออกจากโรงแรมสยามเบย์วิว และโรงแรมสยามเบย์ชอร์ ในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายขาย ไปรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหารที่โรงแรมปอยหลวง ถือว่าเป็นการกระโดด ข้ามตำแหน่งอย่างมาก ผู้เขียนสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้เขียนถูกเพื่อนหักหลัง และจากการหูเบาของเจ้านายใหม่ ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจลาออกจากโรงแรมปอยหลวง โดยที่ยังไม่ได้ติดต่อหางานใหม่ เมื่อออกมาโดยไม่มีแผน จึงทำให้รีบหางานและได้ไปทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายโรงแรมแม่น้ำ ที่นี่ไม่มีผลงานใดๆ เนื่องจากผู้เขียนไม่มีโอกาสได้แสดงผลงาน ผู้เขียนถูกรับเข้าไปทำงานด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างเจ้าของและผู้บริหาร หลังจากทำงานได้ประมาณ หนึ่งปี จึงได้ลาออกไป ทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Golden Tour South ที่จังหวัดภูเก็ต ก่อนที่จะกลับไปเป็นผู้อำนวยการฝ่านขายและการตลาดโรงแรมใบหยกสวีท หลังจากบริหารงานที่โรงแรมใบหยกสวีท ผู้เขียนได้รับการติดต่อจากอดีตผู้บริหารธนาคารแห่งหนึ่งที่ออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง ให้ไปเริ่มเป็นผู้ช่วย CEO เพื่อเป็น CEO บริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์ แฟนชายส์ จากประเทศอเมริกา ระหว่างการศึกษางาน ได้รับความกดดันสูงมาก เมื่อเริ่มเข้าใจธุรกิจและจับทางได้ เจ้าของมีปัญหาเรื่องเงิน จึงจะขอเปลี่ยนสัญญากับผู้เขียน จะขอให้ลดเงินเดือน และให้ไปบริหารสำนักงานสาขา โดยมีเงินแบ่งปันจากผลกำไรให้ แต่ผู้เขียนไม่ยินยอมเพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ผู้เขียนจึงหันกลับไปทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปบริษัทโกลเด้นทัวร์ แผนกทัวร์ต่างประเทศ แต่อยู่ได้ไม่นานเจ้าของมีปัญหาด้านการเงิน จึงได้ออกไปเป็นผู้บริหารบริษัทเฟอรีไลน์มหาชน ซึ่งภายหลังมีปัญหาเรื่องเรื่อล่ม และฟองสบู่แตก เจ้าของปล่อยให้บริษัทล้มละลาย แต่ยังสามารถทำธุรกิจต่อได้โดยใช้วิธีการเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมา เป็นบริษัทย่อยๆ และสามารถดำเนินกิจการต่อมาได้ด้วยดี ระหว่างที่รื้อโครงสร้างบริษัท ผู้เขียนก็เจอปัญหามากมาย เกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน แต่โชคก็ยังช่วยทำให้เอาตัวรอดมาได้ และในที่สุดได้รับมอบหมายให้ไปบริหารโรงแรม พี พี เนเจอรัลรีสอร์ท จากขาดทุน ผู้เขียนสามารถทำให้บริษัทมีกำไรได้ในปีเดียว ปรับแผนนิดหน่อย และก็สามารถบริหารงานทำกำไรเพิ่มทุกปี ยกเว้นปีหลังจากที่เกิด สึนามิเพียงปีเดียว ผู้เขียนบริหารงานที่โรงแรม พี พี เนเจอรัลรีสอร์ท ควบคู่กับ โรงแรม พี พี เอราวัณ ที่เกาะ พี พี จังหวัดกระบี่ เป็นเวลานานกว่า ๑๕ ปี มีความสุขกับการทำงานมาก ทำงานเหมือนเป็นเจ้าของเอง ฝ่ายเจ้าของก็พยายามพูดว่าผู้เขียนเหมือนเป็นคนในครอบครัวของเขา และผู้เขียนได้รับการแบ่งหุ้นของบริษัทด้วย แต่ไม่เคยทราบว่าจำนวนกี่หุ้นและมีมูลค่าเท่าใด ช่วงที่ผู้เขียนอายุ ๕๘- ๕๙ ปี เริ่มมีปัญหาเรื่องการบริหารงานภายใน เป็นปัญหาภายในของเจ้าของ ทำให้ผู้เขียนเริ่มไม่สนุกกับการทำงาน ขณะเดียวกันได้เริ่มทำงานให้สังคม ช่วงที่กำลังเบื่อ มีคนรู้จักแนะนำให้ไปทำงานกับสามีของเขา มีการคุยและตกลงกันตามเงื่อนไขที่ต่อรองจนลงตัว แต่เมื่อผู้เขียนเข้าไปทำงานด้วย ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ผู้เขียนจึงตัดสินใจลาออก และไม่คิดจะทำงานประจำให้กับใครอีกแล้ว โดยคิดแบบเข้าข้างตัวเอง และเชื่อมั่นตัวเองมากว่า ถ้าผู้เขียนรับงานเป็นที่ปรึกษา ให้กับโรงแรมหรือบริษัททัวร์ สัก ๓ ราย คิดค่าที่ปรึกษา รายละ ๒ หมื่นบาท ผู้เขียนก็สามารถอยู่ได้ และสามารถทำงานให้กับสังคมได้ด้วย แต่เรื่องไม่ง่ายและเป็นอย่างที่คิด (โปรดติดตามตอนต่อไป)

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

8 กรกฎาคม 2556

เพื่อให้สามารถติดตามและทราบรายละเอียดในการทำงานของผู้เขียนในแต่ละสถานประกอบการ ขอให้อ่านบทความที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ได้แก่

บทความกรณีศึกษาโรงแรมสยามเบย์วิว โรงแรมสยามเบย์ชอร์

บทความกรณีศึกษา โรงแรมปอยหลวง

บทความกรณีศึกษา โรงแรมแม่น้ำ

ทรัพยากรมนุษย์ในธุรกิจโรงแรม

เรียนรู้เรื่องการเงิน ในธุรกิจโรงแรม

เรียนรู้เรื่องการเงิน กรณีศึกษา Golden Tour

 

ประสบการณ์ชีวิตของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท ตอน ๕ บทเรียนการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัย"

พิมพ์ PDF

บทเรียนการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ (๕) ประสบการณ์ชีวิตของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท)


เจ้านายตรงของผู้เขียนคือ คุณเฉกิงสวัสดิพันธ์ เคยเป็นครูสอนหนังสือมาก่อนที่จะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ทัวร์รอแยล คุณเถกิงได้สร้างชื่อเสียงและเรียกลูกค้าให้กับทัวร์รอแยลเป็นจำนวนมาก คุณเถกิงทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ออกทัวร์เอง มีความสามารถในการสร้างคนเป็นจำนวนมาก ฝึกลูกน้องให้เป็นคนเก่งและดี ผู้เขียนเองก็ได้รับการฝึกจากคุณเถกิง หลังจากลูกชายและลูกสาวของเจ้าของบริษัททัวร์รอแยล จบการศึกษาจากต่างประเทศ ได้เข้ามาบริหารบริษัททัวร์รอแยล มีการเปลี่ยนแผนธุรกิจ เปลี่ยนกลุ่มลูกค้า จากเดิมที่เน้นการจัดนำเที่ยวในประเทศและต่างประเทศให้กับลูกค้าคนไทยโดยตรง เปลี่ยนเป็นเน้นการเป็นตัวแทนขายตั๋วเครื่องบิน และบริการด้าน Air Cargo , Inbound Tour Operator เจ้าของลงทุนขยายบริษัท รับผู้บริหารระดับสูงจากสายการบินและโรงแรม หลายตำแหน่ง ทำให้บทบาทของคุณเถกิงลดน้อยลง คุณเถกิงจึงลาออกจากบริษัททัวร์รอแยล และไปเปิดบริษัทเถกิงทัวร์ อยู่ที่เพลินจิต ผู้เขียนได้ลาออกติดตามคุณเถกิงไปทำหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายขาย ดูแลด้านแผนกตั๋วเครื่องบินโดยตรง อยู่กับเถกิงทัวร์จะเน้นด้านทัวร์ออกต่างประเทศเป็นหลัก แต่ผู้เขียนเรียนมาทางธุรกิจการบิน ในที่สุดจึงได้กลับไปทำงานที่บริษัททัวร์รอแยลอีกครั้ง การเข้าไปทำงานในครั้งนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป มีคนจากสายการบิน และจากโรงแรมเข้ามาร่วมงานเต็มไปหมด มีแต่คนระดับบริหาร แต่ขาดหัวหน้างานที่ดีและเป็นงาน ในที่สุดผู้เขียนก็ถูกซื้อตัวไปบริหารงานให้กับบริษัทท่องเที่ยวขนาดเล็ก เข้าไปอยู่ได้ปีกว่าๆ เจ้าของเกิดมีปัญหาด้านเงิน จึงลาออกเพราะกลัวว่าจะทำให้ผู้เขียนเสียชื่อไปด้วย

การทำงานครั้งแรกเป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้เขียนโชคดีที่ได้ทำงานครั้งแรกกับบริษัทที่ดีมีความมั่นคง มีเจ้านายและเพื่อนร่วมงานดี ช่วงที่ทำงานคู่กับการเรียนถือว่าเป็นการทำงานเพื่อฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน ผลที่ได้ตามมาคือการได้เรียนรู้เรื่องการจัดการท่องเที่ยว มีรายได้เลี้ยงดูตัวเองไม่ต้องพึ่งพาใคร แถมมีเงินเหลือแบ่งให้คุณแม่ จบการศึกษาก็ได้ทำงานตรงตามที่เรียนมา ทำให้ผู้เขียนมีความสุขในการทำงาน มีเจ้านายและเพื่อนร่วมงานดี ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงานสูง จันทร์-ศุกร์ ทำงานด้านการขายตั๋วเครื่องบิน เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด ทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์ในประเทศ หรือเป็นหัวหน้าทัวร์ไปฮ่องกง เป็นการทำงานและท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ได้เรียนรู้โลกมากขึ้น

เนื่องจากผู้เขียนเป็นพนักงานคนแรกในแผนกขายตั๋วเครื่องบินที่ต้องเปิดใหม่ ทำให้บริษัทส่งไปเรียนรู้งานที่บริษัทสายการบินที่เป็นพี่เลี้ยง ทำงานเหมือนกับพนักงานของสายการบิน ๓ เดือน ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้เรียนรู้ขบวนการทั้งหมด สามารถใช้ความรู้ที่เรียนมาได้อย่างเต็มที ทำให้แผนกขายตั๋วเครื่องบินเติบโตและเจริญรุ่งเรื่อง ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้ารับการอบรมเพิ่มเติมจากสายการบินต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับเชิญจากสายการบินให้ไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นประจำ ผู้เขียนมีความก้าวหน้าในการทำงานที่บริษัทนี้เป็นอย่างมาก ทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด

เจ้านายตรงของผู้เขียนคือ คุณเฉกิงสวัสดิพันธ์ เคยเป็นครูสอนหนังสือมาก่อนที่จะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ทัวร์รอแยล คุณเถกิงได้สร้างชื่อเสียงและเรียกลูกค้าให้กับทัวร์รอแยลเป็นจำนวนมาก คุณเถกิงทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ออกทัวร์เอง มีความสามารถในการสร้างคนเป็นจำนวนมาก ฝึกลูกน้องให้เป็นคนเก่งและดี ผู้เขียนเองก็ได้รับการฝึกจากคุณเถกิง หลังจากลูกชายและลูกสาวของเจ้าของบริษัททัวร์รอแยล จบการศึกษาจากต่างประเทศ ได้เข้ามาบริหารบริษัททัวร์รอแยล มีการเปลี่ยนแผนธุรกิจ เปลี่ยนกลุ่มลูกค้า จากเดิมที่เน้นการจัดนำเที่ยวในประเทศและต่างประเทศให้กับลูกค้าคนไทยโดยตรง เปลี่ยนเป็นเน้นการเป็นตัวแทนขายตั๋วเครื่องบิน และบริการด้าน Air Cargo , Inbound Tour Operator เจ้าของลงทุนขยายบริษัท รับผู้บริหารระดับสูงจากสายการบินและโรงแรม หลายตำแหน่ง ทำให้บทบาทของคุณเถกิงลดน้อยลง คุณเถกิงจึงลาออกจากบริษัททัวร์รอแยล และไปเปิดบริษัทเถกิงทัวร์ อยู่ที่เพลินจิต ผู้เขียนได้ลาออกติดตามคุณเถกิงไปทำหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายขาย ดูแลด้านแผนกตั๋วเครื่องบินโดยตรง อยู่กับเถกิงทัวร์จะเน้นด้านทัวร์ออกต่างประเทศเป็นหลัก แต่ผู้เขียนเรียนมาทางธุรกิจการบิน ในที่สุดจึงได้กลับไปทำงานที่บริษัททัวร์รอแยลอีกครั้ง การเข้าไปทำงานในครั้งนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป มีคนจากสายการบิน และจากโรงแรมเข้ามาร่วมงานเต็มไปหมด มีแต่คนระดับบริหาร แต่ขาดหัวหน้างานที่ดีและเป็นงาน ในที่สุดผู้เขียนก็ถูกซื้อตัวไปบริหารงานให้กับบริษัทท่องเที่ยวขนาดเล็ก เข้าไปอยู่ได้ปีกว่าๆ เจ้าของเกิดมีปัญหาด้านเงิน จึงลาออกเพราะกลัวว่าจะทำให้ผู้เขียนเสียชื่อไปด้วย

ลูกค้าที่เคยซื้อตั๋วเครื่องบินกับผู้เขียนพากันลงทุนเปิดบริษัทขายตั๋วเครื่องบินให้ผู้เขียนเป็นผู้บริหาร.ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ต้องลงเงิน บริษัทที่เปิดชื่อบริษัท Promotion Travel บริษัทจดทะเบียน สามแสนบาท ลงเงิน ๑๐๐% บริหารงานได้ปีกว่าๆ มีเงินหมุนเวียนหลายล้านบาท ผู้เขียนบริหารงานอย่างอิสระหุ้นส่วนไม่มาก้าวก่าย ทุกคนให้การสนับสนุนผู้เขียนอย่างเต็มที่ หุ้นส่วนที่ทำงานใกล้ชิดและสร้างความหงุดงิดให้กับผู้เขียนคือคุณไพศาล เป็นเจ้าของธุรกิจโคมไฟฟ้า เป็นผู้เซ็นต์เช็คร่วมกับผู้เขียนและเป็นเจ้าของตึกที่บริษัทเช่าทำธุรกิจ คุณไพศาลเป็นนักธุรกิจที่รอบครอบ เป็นผู้ที่คอยเตือนและทักท้วงผู้เขียน แต่ผู้เขียนไม่พอใจหาว่าไม่เข้าใจการทำธุรกิจการขายตั๋วเครื่องบิน ผู้เขียนเก่งเรื่องการขายตั๋วเครื่องบินและให้บริการลูกค้า ส่วนการเงินและการบริหารธุรกิจผู้เขียนไม่มีความรู้ แต่ก็ไม่ฟังหุ้นส่วนที่เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ ผู้เขียนได้ชวนผู้ใหญ่ที่เคยทำงานที่ทัวร์รอแยลมาช่วยดูเรื่องการเงิน เป็นคนดีซื่อสัตย์ แต่อายุมากแล้ว เก่งด้านตั๋วเครื่องบิน (เคยทำงานสายการบินก่อน ) แต่ไม่เก่งเรื่องการเงินและบัญชี บริษัทเจริญรุ่งเรื่องมีลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทำให้ต้องเพิ่มพนักงาน สำนักงานเล็กไปจึงย้ายไปอยู่ที่ตึกอิ้อ จือเหลียง ถนนพระรามสี่ เมื่อย้ายสำนักงานคุณไพศาลก็ไม่สะดวกในการเซ็นต์เช็คร่วมกับผู้เขียน ผู้เขียนจึงหาคนมาซื้อหุ้นจากคุณไพศาล และเซ็นต์เช็คร่วมกับผู้เขียนแทนคุณไพศาล หุ้นส่วนใหม่ชื่อคุณศักดิ์ชัย เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ ที่บริษัทส่งงานพิมพ์ทั้งหมดให้ งธุรกิจขยายตัวทำให้ต้องเพิ่มพนักงานอีกต้องเช่าพื้นที่เพิ่ม เนื่องจากผู้เขียนไม่เคยเป็นนักธุรกิจมาก่อน ไม่เคยรู้เรื่องการเงิน เมื่อบรฺิษัทรับเช็คเด้งจากลูกค้าที่ติดคุกอยู่ที่ต่างประเทศ จำนวน ๓ แสนบาท เท่ากับจำนวนการลงทุนของบริษัท ทำให้ผู้เขียนกลัวว่าจะหาเงินที่ไหนมาทดแทนเงินที่เป็นหนี้สูญ จึงตัดสินใจทำงานที่ใหญ่กว่าเดิม คือการไปร่วมกับเจ้าของเรือขนาดใหญ่เพื่อทำทัวร์ทางน้ำ (อ่านรายละเอียดได้ในบทความ "เรียนรู้เรื่องเงิน กรณีศึกษาบริษัท Promotion Travel") ธุรกิจไปได้ดี แต่เจ้าของเรือไม่ยอมทำตามสัญญา ทำให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจเลิกทำธุรกิจกับเจ้าของเรือ เป็นเหตุให้ขาดเงินสดหมุนเวียน และไม่เข้าใจเรื่องการหาทุนในการทำธุรกิจ จึงตัดสินใจปิดบริษัท โดยผู้เขียนต้องขอเงินจากญาติพี่น้องและผู้ใหญ่ที่นับถือ มาใช้หนี้สินทั้งหมดของบริษัท ซึ่งเป็นเงินมากกว่าเงินลงทุนเปิดบริษัท ผู้เขียนไม่เคยขอให้หุ้นส่วนร่วมรับผิดชอบหนี้สินกับผู้เขียน เพราะทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของผู้เขียนเอง เมื่อนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาก็นึกเสียใจ ว่าผู้เขียนเป็นผู้ที่โชคดี เป็นผู้ที่มีโอกาส มีหุ้นส่วนที่ดีที่สุด มีผู้ให้ความเมตตาและอุปการะ แต่ความอวดเก่งและไม่ฟังผู้ใหญ่ที่มีความสุขุมและรอบครอบ ถ้าผู้เขียนฟังและเรียนรู้จากคุณไพศาลผู้เขียนจะไม่พบกับความสูญเสียเช่นนี้ ลูกน้องของผู้เขียนทุกคนเป็นคนดี และขยันทำงาน ทุกคนสู้ และช่วงก่อนปิดบริษัท มีลูกน้องหลายคนที่ขอทำงานช่วยโดยไม่รับเงินเดือน ผู้เขียนเริ่มเข้าใจถึงความรับผิดชอบของเจ้าของกิจการ ถ้าเป็นลูกจ้าง พอสิ้นเดือนจะดีใจ แต่พอเป็นเจ้าของพอสิ้นเดือนเหมือนจะขาดใจ ทั้งที่ตัวเองไม่มีเงินจะกิน แต่ก็ต้องวิ่งหาเงินเพื่อนำมาจ่ายให้ลูกน้อง

หลังจากปิดบริษัทผู้เขียนต้องไปทำงานใช้หนี้ให้กับบริษัทเจ้าหนี้ เป็นบริษัทคนจีน ไปแทนผู้จัดการเก่าที่ลาออก ผู้เขียนพูดและฟังภาษาจีนไม่ได้แต่ต้องไปเป็นผู้จัการบริษัทที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจีน เจ้าของมีอายุมากแล้วและให้การสนับสนุนผู้เขียน ได้เรียนรู้วิธีการทำงานของคนจีน มีโอกาสได้ทำงานให้ส่วนรวม เป็นเลขาธินุการของสมาคมตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน IATA ไม่แน่ใจว่าทำงานอยู่ได้นานเท่าใด จึงลาออกไปทำงานเป็นผู้จัดการให้บริษัท ที่เป็นสาขาของต่างประเทศ ลูกค้าเป็นพวกวัยรุ่นจากประเทศต่างๆทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นชาวออสเตรียเลีย และอังกฤษ ได้เรียนรู้เรื่อง ตั๋วนักเรียน และ การท่องเที่ยวของพวกวัยรุ่นจากต่างชาติ ทำให้ได้เรียนรู้ตลาดใหม่ๆ ได้ลาออกไปลงทุนร่วมกับชาวออสเตรียเลียเปิดบริษัททรูทัวร์ (อ่านรายละเอียดได้จาก "รู้เรื่องการเงิน กรณีศึกษา ทรูทัวร์ ) ประสบผลสำเร็จมีชื่อเสียง แต่ในที่สุดก็มีปัญหากับหุ้นส่วน เนื่องจากความอวดดี ทิฐิ ถือดี แทนที่จะค่อยๆพูดกัน ทำให้ต้องแยกตัวออกมาและหันไปทำงานด้านโรงแรม

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

๕ กรกฎาคม 2555

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ประสบการณ์ชีวิตของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท ตอน ๔ "วัยรุ่น เรียนรัก"

พิมพ์ PDF
บทเรียนการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัย ตอน ๔ : วัยรุ่น เรียนรัก - รักงาน (ประสบการณ์ชีวิตของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท)
ช่วงจบมัธยมต้น ผู้เขียนตั้งใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร และไปไหว้ที่ศาลพระพรหมเอราวัณ ราชประสงค์ เพื่อขอให้สอบติด แต่เวลาไหว้ไปนึกถึงท่านท้าวเวชสุวรรณ ผู้เขียนสอบไม่ติดโรงเรียนเตรียมทหาร และสลบไปสองคืนสามวัน เนื่องจากคุณแม่ชวนให้ผู้เขียนนั่งรถไปเอาของที่กรุงเทพกับคุณแม่ โดยหลอกว่าจะให้ช่วยขับรถ ผู้เขียนเพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆจึงอยากขับรถ ขาไปกรุงเทพ คุณแม่ยังไม่ให้ขับ พอขากลับก็อ้างว่าจะมืดแล้ว ผู้เขียนโกรธคุณแม่มากที่มาหลอกและไม่รักษาคำพูด จึงบอกให้คนรถจอดรถ จะแยกทางกับคุณแม่ คุณแม่ไม่ให้คนรถหยุดรถ ผู้เขียนจึงโดดลงจากรถเพราะเข้าใจว่าคงไม่เป็นไร (รถวิ่ง ๘๐ กม/ชม) เมือผู้เขียนกระโดดลงจากรถ ก็จำอะไรไม่ได้ สลบไป ๒ คืน ๓ วัน ตื่นมาเจอหน้าคุณพ่อเป็นคนแรกท่านน่าเศร้าเหมือนกับไม่ได้นอน สงสารท่านมาก ผู้เขียนจำเหตุการณ์ระหว่างที่สลบได้อย่างแม่นยำว่า มีใครก็ไม่ทราบ มาพาผู้เขียนไปชมนรก และสวรรค์ ผู้เขียนได้ไปเที่ยวชมหลายแห่ง ขณะนั้นจำได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว

ชีวิตช่วงประถมศึกษา อยู่โรงเรียนเป็นเด็กเรียบร้อย เล่นอยู่กับกลุ่มเพื่อผู้ชาย ไม่เคยพูดคุยกับเพื่อนผู้หญิง จะมีทักทายก็ไม่เกิน ๒-๓ คน ส่วนมากจะเล่นลูกหิน และซ่อนไม้ การเรียนไม่ได้สนใจและรักเรียนเท่าไหร่ คุณครูให้การบ้านมาทำมาก ผู้เขียนไม่ค่อยสนใจทำการบ้าน โดยเฉพาะการบ้านท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ คุณครูจะตรวจเช็คการบ้านทุกวัน ใครไม่ทำก็โดนทำโทษ ผู้เขียนจะโดนทำโทษบ่อยๆ เบื่อหน่ายมากเพราะท่องศัพท์ไม่ค่อยได้ คุณครูสมคิดดุมาก สอนวิชาเลขคณิต ระหว่างสอนครูยืนใกล้ใครคนนั้นจะตัวสั่นด้วยความกลัว เพราะเมื่อทำผิดก็จะโดนตีด้วยไม้วงเวียนที่แขน ผู้เขียนเคยโดนตีที่แขนจนเป็นลอยแผล คุณแม่ต้องมาฟ้องคุณครูใหญ่ คุณครูสมคิด ถูกผู้ปกครองร้องเรียนหลายคนและหลายครั้งด้วยกัน สำหรับผู้เขียนกลัวครูสมคิดมาก แต่เมื่อเรียนจบรักและคิดถึงคุณครูสมคิดมากที่สุด ท่านสอนให้ผู้เขียนเก่งเลขคณิต ผู้เขียนมีโอกาสพบท่านอยู่ระยะหนึ่งในช่วงที่ผู้เขียนทำงานใหม่ๆ ชีวิตของท่านไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะท่านดื่มเหล้ามาก และสุขภาพไม่ค่อยดี เมื่อพบท่านก็พยายามหาโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณท่านแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากเท่าไหร่

เพื่อนนักเรียนส่วนมากจะเป็นเพื่อนที่มีบ้านพักอยู่ใกล้ๆโรงเรียน นับถือศาสนาคริส ผู้เขียนเข้าโบสถ์คริสเป็นประจำ เพื่อนที่นับถือศาสนาคริส จะนำ card ของศาสนาคริสมาให้ผู้เขียนดูผู้เขียนชอบมาก ผู้เขียนอยากได้ card เหล่านั้น แต่เพื่อนไม่ค่อยให้ เข้าใจว่า card นั้นจะเหมือนกับพระห้อยคอในศาสนาพุทธ

พงษ์ศักดิ์เพื่อร่วมห้องและผู้เขียนไปสมัครเล่นฟุตบอลยุวชน ของสโมสร JCT ทั้งผู้เขียนและเพื่อนต่างเล่นฟุตบอลเก่งทั้งคู่ แต่อยู่คนละทีม เพื่อนที่สนามฟุตบอลส่วนมากจะเป็นพวกนับถือศาสนาอิสลาม พวกนี้อึดมาก ผู้เขียนเลยมีโอกาสเข้าสุเหร่าของอิสลามก็เพราะเพื่อนกลุ่มนี้

อยู่บ้านผู้เขียนเป็นหัวหน้าแก็งเด็กรุ่นเดียวกัน ชอบแกล้งเด็กผู้หญิง คุณแม่ถูกเพื่อบ้านฟ้องว่าผู้เขียนไปแกล้งลูกสาวเขาเป็นประจำ สมัยนั้นเพิ่งมีทีวีใหม่ๆ เป็นทีวี ขาวดำ ละแวกบ้านของผู้เขียนมีทีวีไม่กี่บ้าน ผู้เขียนโชคดีที่คุณพ่อซื้อทีวีให้ และเปิดให้เพื่อนๆเข้ามาดูทีวีทุกวันตั้งแต่หัวค่ำจนถึง 20.00-21.00 น เข้าๆออกบ้านกันเป็นว่าเล่น วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ บ้านของผู้เขียนกลายเป็นบ่อนเล่นไพ่ โดยผู้เขียนเป็นเจ้ามือ แต่ไม่ได้เล่นกินเงิน สมัยนั้นก็เล่นกินหนังสติ๊ก (หนังยาง) ไพ่ ลูกหิน เป็นช่วงๆสลับกัน ถ้าไม่เล่นไพ่ ก็เล่นหยอดหลุม ทอยกอง ตั้งเต จับจิ้งหรีด จับปลา มีสิ่งให้เล่นมากมาก ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ผู้เขียนจึงไม่ค่อยทำการบ้าน เพราะเมื่อกลับมาถึงบ้านก็มีของเล่น พอค่ำก็ดูทีวี วันหยุดก็เล่นทั้งวัน และยังไปเล่นฟุตบอลอีก ทั้งเล่นที่บ้านและ ไปเล่นที่สวนลุม วัยนี้จึงเป็นวัยที่รักเล่น แน่นอนผู้ชายก็ต้องมีชกต่อยกันเป็นธรรมดา ผู้เขียนชกต่อยกับคนในระแวกบ้านเป็นประจำ เป็นการต่อยกันตัวต่อตัว ก่อนจะต่อยกันต้องใช้เวลานานมาก มีกองเชียร์ ขีดเส้นให้อยู่กันคนละข้างถุยน้ำลายลงฟื้นของอีกฝ่ายหนึ่ง เขียนชื่อคนที่จะต่อยด้วยแล้วเอาเท้าเหยียบ ในหมู่บ้านของผู้เขียนมีกีฬาเล่นหลากหลาย วิ่งเปรี้ยว วิ่งผลัด ฟุตบอล ตีคลี ฯลฯ มากมาย ช่วงปีใหม่ทุกปีจะมีการแข่งขันกีฬา ช่วงค่ำก็จะมีภาพยนต์มาฉายยันสว่างในคืนวันที่ ๓๑ และวันที่๑ บางบ้านก็จะมีการเลี้ยงปีใหม่มีเต้นรำ สลับกันไป เป็นชีวิตที่มีความสุขมาก เป็นช่วงแห่งการรักเล่น รักสนุก


ชีวิตช่วงมัธยมปลาย ชีวิตเริ่มเปลี่ยน กิจกรรมในระแวกบ้านน้อยลงแทบจะไม่มีเพราะต่างคนต่างโต รุ่นพี่ที่เป็นหัวแรงจัดกิจกรรมต่างๆเริ่มไปทำงาน สังคมในระแวกบ้านเริ่มห่างเหิน การรวมตัวกันยากไม่เหมือนเดิม ชีวิตของผู้เขียนเน้นไปที่โรงเรียน เป็นนักกีฑาวื่งเร็ว นักฟุตบอล ของโรงเรียน เลิกเรียนต้องไปซ้อมวิ่งที่สนามศุภ ซ้อมวิ่งไปมองนักกีฑาหญิงไป ซ้อมฟุตบอลที่สนามของกรมทหาร ไม่มีนักเรียนหญิงให้ดูจึงซ้อมอย่างจริงจัง ผู้เขียนไม่ค่อยเข้าเรียนในชั่วโมงสุดท้าย เนื่องจากต้องออกเดินทางไปซ้อมวิ่งหรือซ้อมฟุตบอล นอกโรงเรียน เริ่มหนีเรียน มาโรงเรียนแต่ไม่เข้าเรียน ไปอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ โบวล์ริง และสเก็ตน้ำแข็ง ช่วงนี้เป็นช่วงที่หนีเรียนและจีบผู้หญิง เนื่องจากผู้เขียนเป็นนักกีฬาจึงมีนักเรียนหญิงมาชอบมาก ต้องสัปหลีกอยู่บ่อยๆ เปลี่ยนแฟนเกื่อบทุก ๓ เดือน แต่แฟนสมัยนั้นเป็นแฟนแบบเด็กๆ จีบให้เขาชอบ พอชอบเราก็หาคนอื่นต่อ ผู้เขียนไม่เคยจับไม้จับมือหรือล่วงเกินแฟน เพียงแค่ว่าเขาชอบเราๆชอบเขาแค่นั้น ไม่มีอะไรเกินเลยไปจากนั้น อย่างไรก็ตามมีเรื่องสลดใจอยู่เรื่องหนึ่งที่ไม่สามารถลืมได้ คือมีเด็กนักเรียนรุ่นน้องคนหนึ่ง ที่ผู้เขียนไปจีบและเด็กคนนี้รักผู้เขียนมาก เพื่อนสนิทของผู้เขียนรักเด็กผู้หญิงคนนี้ ผู้เขียนจึงวางแผนเพื่อยกเด็กคนนั้นให้เพื่อนของผู้เขียน แกล้งแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนมีแฟนอยู่แล้วและให้เพื่อเข้าไปดูแลเด็กคนนั้นแทนผู้เขียน ผู้เขียนหลบและไม่ยอมติดต่อเด็กคนนี้อีกเลย เพราะตกลงยกให้เพื่อนแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งผู้เขียนฝันว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นมาร้องไห้และต่อว่าผู้เขียนว่าทำไมถึงทำกับเขาอย่างนั้น ผู้เขียนจำรายละเอียดไม่ได้ เมื่อได้พบเพื่อนจึงถามเพื่อนถึงเด็กผู้หญิงคนนั้น จึงทราบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตในวันที่มาเข้าฝันผู้เขียน เพื่อนผู้เขียนรักเด็กคนนั้นมาก เขาแสดงความเสียใจและหลังจากนั้นความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับเพื่อนคนนั้นก็ห่างๆกันไป และไม่มีโอกาสได้ทราบข่าวคราวเพื่อนคนนี้อีกเลย

ช่วงปิดเทอมผู้เขียนและน้องๆทุกคนไปพักกับคุณพ่อคุณแม่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากคุณพ่อไปรับตำแหน่งสหกรณ์จังหวัด เพื่อร่วมห้องเรียนอีก ๒ คน ก็ไปอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เช่นกัน คนหนึ่งแม่เป็นเจ้าของโรงแรมที่สุพรรณ อีกคนพ่อเป็นผู้พิพากษา เลยเข้าแก็ง เย็นมาก็ขี่จักยาน ขีมอเตอร์ไซด์ จีบสาว เนื่องจากเป็นลูกชายข้าราชการผู้ใหญ่ของจังหวัด ทำให้มีสาวชอบมาก มีทั้งลูกพ่อค้า ลูกข้าราชการ ลูกตำรวจ มากมายหลายคน มีอยู่คนหนึ่งเป็นลูกสาวนายตำรวจใหญ่ ด้วยความคะนองจึงไปจีบเล่นๆ แต่เธอเอาจริง ติดตามสืบจนรู้จักบ้านของผู้เขียนที่กรุงเทพ และชวนคุณแม่ของเธอมาเช่าบ้านใกล้ๆกับผู้เขียนที่กรุงเทพ เข้าหาคุณแม่ของผู้เขียน เธอพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงผู้เขียนให้ไปร่วมงานของครอบครัวเธอ ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีเชื้อสายและตระกูลที่ดี แต่ผู้เขียนไม่ได้คิดอะไรกับเธอจึงหลบและบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา ไม่ยอมใกล้ชิดและไม่ไปงานที่เธอมาขอร้องให้ไปด้วย


ช่วงจบมัธยมต้น ผู้เขียนตั้งใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร และไปไหว้ที่ศาลพระพรหมเอราวัณ ราชประสงค์ เพื่อขอให้สอบติด แต่เวลาไหว้ไปนึกถึงท่านท้าวเวชสุวรรณ ผู้เขียนสอบไม่ติดโรงเรียนเตรียมทหาร และสลบไปสองคืนสามวัน เนื่องจากคุณแม่ชวนให้ผู้เขียนนั่งรถไปเอาของที่กรุงเทพกับคุณแม่ โดยหลอกว่าจะให้ช่วยขับรถ ผู้เขียนเพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆจึงอยากขับรถ ขาไปกรุงเทพ คุณแม่ยังไม่ให้ขับ พอขากลับก็อ้างว่าจะมืดแล้ว ผู้เขียนโกรธคุณแม่มากที่มาหลอกและไม่รักษาคำพูด จึงบอกให้คนรถจอดรถ จะแยกทางกับคุณแม่ คุณแม่ไม่ให้คนรถหยุดรถ ผู้เขียนจึงโดดลงจากรถเพราะเข้าใจว่าคงไม่เป็นไร (รถวิ่ง ๘๐ กม/ชม) เมือผู้เขียนกระโดดลงจากรถ ก็จำอะไรไม่ได้ สลบไป ๒ คืน ๓ วัน ตื่นมาเจอหน้าคุณพ่อเป็นคนแรกท่านน่าเศร้าเหมือนกับไม่ได้นอน สงสารท่านมาก ผู้เขียนจำเหตุการณ์ระหว่างที่สลบได้อย่างแม่นยำว่า มีใครก็ไม่ทราบ มาพาผู้เขียนไปชมนรก และสวรรค์ ผู้เขียนได้ไปเที่ยวชมหลายแห่ง ขณะนั้นจำได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว

ถือว่าตั้งแต่จำความได้ จนถึง ช่วงมัธยปลายเป็นช่วงที่ผู้เขียนเจอแต่สิ่งที่ไร้สาระ ไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่เล่นกีฬา และจีบผู้หญิง ทำให้คนต้องเสียใจในการกระทำของผู้เขียน เจ็บตัว เหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ โดยเฉพาะช่วงมัธยมปลายถือว่าเป็น ๒ ปีที่เลวร้ายที่สุด ไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับใคร ทำให้ตัวเองตกต่ำ และทำร้ายจิตใจของคนดีๆที่มีใจที่ดีให้กับผู้เขียน ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องวิตกและกังวล เสียเงิน เสียใจ เป็นช่วงที่ผู้เขียนไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้คุณค่าของความรัก และไม่รักตัวเอง มาคิดดูก็แปลก เหมือนกับตายไปแล้ว อุตส่าห์ได้ไปเห็นนรก เห็นสวรรค์ แต่ทำไมหลังจากฟื้นขึ้นมาจึงไม่คิด ไม่เรียนรู้อะไรเลย เอาแต่สนุกและหมกมุ่นแต่เรื่องการจีบผุ้หญิง เห็นว่าเป็นของเท่ห์ แต่ก็ยังดี ที่ไม่เคยล่วงเกินใคร ไม่เคยจับมือใคร ถ้าใช้โอกาสนั้นมีความสัมพันธ์กับใครคงเป็นบาปอย่างใหญ่หลวง

ช่วงเรียนไปทำงานไป ช่วงนี้ถือเป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริง ตั้งใจเรียนไม่วอกแวก เรียนสนุก ทำงานสนุก มีความสุขในการเรียน มีความสุขในการทำงาน มีแรงบันดาลใจสูง สมองมีแต่เรียนกับงาน อดทน ขยัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีคุณค่ามาก เป็นช่วงของการให้ ให้ผู้อื่นและให้ตัวเอง คิดถึงคนอื่น คิดถึงตัวเอง ทุกอย่างดีหมด ได้เรียนสิ่งที่ชอบ ได้ทำงาน ที่ใจรัก มีรายได้จากการทำงานของตัวเอง และ ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อคุณแม่

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ขอแนะนำว่าหลังจากอ่านบทความนี้แล้ว ขอให้เข้าไปอ่าน บทความ "กรณีศึกษาทัวร์รอแยล" ตาม link ข้างล่างจะทำให้เข้าใจบทความตอนที่ ๓ และตอนที่ ๕ ที่จะตามในเร็วๆนี้

http://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/435529

เขียนใน GotoKnow
 โดย ชาญโชติ
 ใน บทความของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
 


หน้า 5 จาก 533
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ ์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์


thaibetter
พัฒนาประเทศไทยแบบทวีคูณ และยั่งยืน ( ททค )

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 4929
Content : 2909
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 7368959

facebook

Twitter


บทความเก่า