Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

สอนเด็กให้เป็นคนดี : ๑๔. การยอมรับ (๑) จากตัวกูของกู สู่โลกกว้าง

พิมพ์ PDF

บันทึก ๑๙ ตอนนี้ มาจากการตีความหนังสือ Teaching Kids to Be Good People : Progressive Parenting for the 21stCentury เขียนโดย Annie Fox, M.Ed. 

ตอนที่ ๑๔นี้ ตีความจากบทที่ ๗How About Me?! Seeing Beyond Likes and Dislikes to the Bigger Picture    โดยที่ในบทที่ ๗มี ๔ ตอน   ในบันทึกที่ ๑๔จะตีความตอนที่ ๑ และ ๒     และในบันทึกที่ ๑๕จะเป็นการตีความตอนที่ ๓ และ ๔

บทที่ ๗ ทั้งบท ของหนังสือ เป็นเรื่อง การสอนเด็กให้เป็นคนดีโดยขยายความสนใจจากตัวเอง และเรื่องใกล้ตัว ไปสู่โลกกว้าง    ให้เข้าใจว่าในโลกนี้ยังมีคนอื่น สิ่งอื่นอีกมากมาย   ที่เด็กจะต้องทำความรู้จักและมีความสัมพันธ์ที่ดี   คนอื่นเหล่านี้ต่างก็มีชีวิตเลือดเนื้อและความต้องการของเขา    การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน    เป็นการปูพื้นฐานไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตที่ดี  หรือเป็นคนดี

ตอนแรก อย่าบ่น จงทำให้ดีขึ้น เป็นการฝึกเด็กให้เป็นคนมองโลกแง่บวกนั่นเอง    การบ่น เป็นการอยู่กับท่าทีเชิงลบ    แต่เมื่อเราพบสิ่งที่ยังไม่พอใจ เราเข้าไปลงมือทำให้ดีขึ้น เท่ากับเป็นการใช้ท่าทีเชิงบวก   หากพ่อแม่/ครู ปฏิบัติเป็นตัวอย่าง   เด็กก็จะได้เรียนรู้ และได้นิสัยดีติดตัวไป    การมีนิสัยลงมือทำโดยไม่บ่น ทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวดีขึ้น   เป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นคนดี คนมีประโยชน์ต่อสังคม

นั่นคือ เมื่อไม่พอใจพฤติกรรมใดๆ ของเด็ก   จงอย่าบ่นว่า แต่ให้ชวนทำสิ่งที่จะแก้ไขพฤติกรรมไม่ดีนั้น   และเมื่อการลงมือทำนั้นก่อผลดี จงชม ชมโดยอธิบายว่าสิ่งนั้นดีอย่างไร    จะเป็นคุณต่อชีวิตในอนาคตของเด็กอย่างไร   หากรู้เป้าหมายในชีวิตหรือความใฝ่ฝันของเด็ก จงเชื่อมโยงว่าการทำสิ่งดีนั้นจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่เด็กใฝ่ฝันอย่างไร

ผมมองว่า การดุด่าว่ากล่าวเด็ก เป็นการส่งสัญญาณความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่    แต่แทนที่จะดุด่าว่ากล่าว เราใช้วิธีชวนเด็กลงมือทำ (เด็กชอบทำอยู่แล้วโดยธรรมชาติ) และบรรลุความสำเร็จที่เด็กภูมิใจ   แล้วผู้ใหญ่ชวนเด็กไตร่ตรองทบทวนว่าการฝึกทำสิ่งนั้นมีคุณค่าต่อเด็กในปัจจุบัน และในอนาคต อย่างไร   กิจกรรมทั้งหมดนั้นเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้ใหญ่มีความรักและให้ความสำคัญต่อตัวเด็ก   ในกระบวนการนี้ ผู้ใหญ่สามารถชี้ชวนให้เด็กลองเปรียบเทียบระหว่างพฤติกรรมเดิม (ที่ไม่ดี แต่ผู้ใหญ่ไม่บ่นว่า หรือดุด่าว่ากล่าว) กับกิจกรรมใหม่ ว่าแตกต่างกันอย่างไร   อันไหนมีคุณต่อตัวเด็กมากกว่า

ผู้ใหญ่ยกตัวอย่างวิธีฝึกเด็กด้วยการลงมือทำ ไม่บ่นว่า    ว่าเมื่อลูกวัยรุ่นมาขอเบิกเงินค่าโทรศัพท์มือถือราคา ๑,๐๐๐ เหรียญ (ซึ่งเป็นของแพงที่เด็กที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองไม่ควรซื้อใช้)   พ่อแม่บอกว่าการซื้อของราคาแพงเช่นนี้พ่อแม่รับไม่ได้ ลูกต้องจ่ายเอง  จบ   ไม่มีการดุด่าว่ากล่าว มีแต่การกระทำ คือไม่จ่าย เด็กต้องจ่ายเอง

ข้อความในบทนี้ทำให้ผมนึกถึง Transformative Learning   ซึ่งหมายถึง (๑) การเรียนรู้แบบเปลี่ยนแปลงจากภายในตน  (๒) การเรียนรู้ฝึกฝนเป็นคนที่มีภาวะผู้นำ  คือเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent)   ซึ่งก็คือผู้ลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง    ไม่ใช่ผู้เฝ้าแต่พร่ำบ่น    ในคติยิว เขาสอนว่า คนทุกคนต้องออกไปทำสิ่งที่ไม่ใช่งานประจำ  “เพื่อซ่อมแซมโลกให้ดีขึ้น”

คนดีคือคนที่ลงมือทำ เพื่อช่วยให้โลกดีขึ้น

ผู้เขียนแนะนำให้พ่อแม่คุยกับลูก และร่วมกันประเมินบรรยากาศภายในบ้าน (อย่าระบุว่าใครทำ) มีการบ่นว่า กับการลงมือทำให้ดีขึ้น มากน้อยแค่ไหน   สถานการณ์ดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร   บอกลูกให้ “เปิดเทป” เสียงบ่นของพ่อแม่    และช่วยกันหาวิธีทำให้เสียงบ่นลดลง    และติดตามผลเป็นรายสัปดาห์    แทนที่ด้วยการช่วยกันลงมือทำเพื้อแก้ไขสิ่งที่ไม่พึงประสงค์    ซึ่งผมคิดว่าวิธีนี้น่าจะใช้ในโรงเรียนได้ด้วย

คำถามจากครูของลูกผู้เขียน “ลูกชายอายุ ๑๒ ไปอยู่กับยายและตาสองสามวันพร้อมกับลูกพี่ลูกน้องหลายคน   ลูกชายคร่ำครวญว่ายายรักหลานคนอื่นมากกว่า    ยายบอกว่าลูกพี่ลูกน้องขออ่านหนังสือของลูกชาย   และยายบอกให้ลูกชายให้พี่ๆ น้องๆ อ่าน   ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร   ลูกชายขอให้ไปรับกลับก่อนกำหนด   แต่ตนคิดว่าควรให้โอกาสลูกได้แก้ปัญหา และเป็นโอกาสของการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาความเป็นผู้ใหญ่   ตนเป็นห่วงว่า ลูกชายมักคิดว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ”

คำตอบของผู้เขียน “ที่จริงเรื่องแบบนี้เป็นของธรรมดาสำหรับเด็ก   แต่ที่สะกิดใจคือ คุณบอกว่า ลูกชายชอบคิดว่าตนตกเป็นเหยื่อ   คำถามคือ ที่บ้านและที่โรงเรียน ลูกชายทำตัวเป็นเหยื่อหรือเปล่า”

คำถามรอบสองจากแม่ “เห็นพฤติกรรมเป็นเหยื่อทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียน   ที่บ้านเขาโทษแม่ ว่าทำให้ตนไม่มีกางเกงขาสั้นที่ซักแล้วใช้   ทั้งๆ ที่เขารับผิดชอบการซักผ้าของตนเองทั้งหมด   ที่โรงเรียนเขาโทษครู ว่าทำให้การบ้านของเขาหาย   ฉันได้พยายามอธิบายให้เขารับผิดชอบกิจกรรม/พฤติกรรมของตัวเอง”

คำตอบของผู้เขียน “เด็กมักเลียนแบบผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลที่บ้าน    หากเห็นว่าพฤติกรรมของผู้ใหญ่ช่วยขจัดอุปสรรคในชีวิตไปได้    ถ้าพ่อแม่โทษกันไปโทษกันมา    นั่นคือที่มาของพฤติกรรมของลูก”

รอบสามจากแม่ “สามีที่หย่ากันไปแล้วชอบโทษความท้าทายในชีวิต ว่าเกิดจากปัจจัยภายนอก แทนที่จะสำรวจและปรับปรุงตนเอง    ตอนลูกชายยังเล็ก ครั้งหนึ่งลูกหัวไปโขกประตู   พ่อของเขาปลอบลูก และกล่าวว่า ประตูเลวมาก    เร็วๆ นี้ลูกทะเลาะกับเพื่อนผู้หญิง และพ่อของเขาเข้าไปว่าเด็กผู้หญิงว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน   แต่เมื่อตนเองคุยกับลูกชาย เขาก็ยอมรับว่าเขามีส่วนผิดในการวิวาทนั้น   ไม่ทราบว่าลูกยังเชื่อพ่อแค่ไหน   ลูกเขาเทิดทูนพ่อมาก”

คำตอบของผู้เขียน “ส่วนหนึ่งของการบรรลุวุฒิภาวะ คือการรู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง    และรับผิดชอบต่อผลของการกระทำนั้น   ลูกชายยังอายุเพียง ๑๒   ยังต้องเรียนรู้อีกมาก   และเขาโชคดีที่ได้คำแนะนำป้อนกลับด้วยความรักความเอาใจใส่จากแม่และจากคนอื่นที่รักและห่วงใยเขา   การที่คนที่มีความสำคัญที่สุดต่อเขาสองคนเห็นไม่ตรงกันในเรื่องนี้ ย่อมเป็นความท้าทาย   แต่เมื่อลูกชายเติบโตขึ้นไปเรียนชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย เขาก็จะมีผู้ให้คำแนะนำเพิ่มขึ้น   และนิสัยโทษผู้อื่นก็จะได้รับคำแนะนำป้อนกลับ   หวังว่าเขาจะได้เรียนรู้และปรับตัว จนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้”

ตอนที่ ๒  การให้ เป็นเรื่องพัฒนาการของชีวิตคนเราทุกคน   ที่ต้องเปลี่ยนจาก “ชีวิตผู้รับ” ในตอนเป็นทารกและเด็กเล็ก   แล้วค่อยๆ เปลี่ยนโลกทัศน์และทักษะ สู่การเป็น “ผู้ให้” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโตขึ้น    พ่อแม่/ครู ต้องช่วยเหลือหรือฝึกเด็กให้มีพัฒนาการนี้อย่างเหมาะสม    เด็กที่ยังยึดติดใน “ชีวิตผู้รับ” อย่างเหนียวแน่น แม้อายุเข้า ๕ ขวบแล้ว    เป็นเด็กโชคร้าย ที่พ่อแม่/ครู เลี้ยงผิด    กลายเป็นเด็กที่มีพัฒนาการบกพร่องทางจิตใจ    ทั้งหมดในย่อหน้านี้ผมตีความและต่อเติมเอง    ไม่ได้เขียนจากสาระในหนังสือตรงตามตัวอักษร

ความอยู่รอดในชีวิตของทารกและเด็กเล็กอยู่ที่การเรียกร้องเอาจากพ่อแม่/คนเลี้ยง    แต่สภาพนี้จะค่อยๆ เปลี่ยน จนกลับตรงกันข้ามเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่    คือความอยู่รอด/อยู่ดี อยู่ที่การเอื้อเฟื้อหรือการให้   ที่จะนำไปสู่การเป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม ทำงานใหญ่ได้

พัฒนาการในชีวิตคนเรา เริ่มจากเห็นแก่ตัว    ไปสู่เห็นแก่ผู้อื่น เห็นแก่ส่วนรวม    ใครที่กระบวนการพัฒนาการนี้บกพร่อง ชีวิตก็บกพร่อง

ชีวิตคือการเดินทาง จากโลกแคบ (ตัวตนคนเดียว)  สู่โลกกว้างและสังคม   คนเราต้องเรียนรู้เพื่อการเดินทางนี้

คำถามของสาว ๑๓ “แม่ชอบดุหนู   และเอาใจแต่น้องสาว    หนูพยายามจะไม่โวยวายแต่แม่ก็ทำให้หนูพลุ่งขึ้นมาทุกที   หนูหนีเข้าไปร้องไห้ในห้อง แม่ก็ว่าหนูแกล้งทำ    หนูรู้ว่าแม่รักหนู   แต่แม่รักน้องมากกว่า    และแม่มีวิธีแสดงความรักหนูแบบแปลกๆ   หนูรู้สึกดีกับพ่อ เพราะพ่อรักลูกเท่ากัน    แต่กับแม่หนูรู้สึกคล้ายเป็นการแย่งความรักจากแม่ และน้องชนะทุกที    แม้หนูจะเข้าวัยทีนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าหนูไม่ต้องการให้แม่กอดยามรู้สึกไม่ดี   ไม่ใช่แค่บอกว่าดีแล้ว”

คำตอบของผู้เขียน (Annie Fox) “ฉันเข้าใจว่า เธอต้องการให้แม่เข้าใจเธอ   สนใจเอาใจใส่เธอในฐานะคนพิเศษ   เธอรู้สึกว่าน้องสาวได้รับความเอาใจใส่แบบนั้น   แต่เธอไม่ได้รับจากแม่   ไม่ว่าจะทำดีอย่างไรก็ไม่ได้รับคำชมจากแม่    กรณีนี้เป็นสถานการณ์ที่ยาก    ไม่ทราบว่าแม่ของเธอตระหนักในความรู้สึกนี้ของเธอหรือไม่    หากหาทางให้แม่ตระหนักได้ก็จะเป็นการดี

น่าดีใจที่เธอเข้ากับพ่อได้ดี   เป็นไปได้ไหมที่จะอาศัยพ่อช่วยพูดกับแม่   ให้แม่ได้รับรู้ความรู้สึกของเธอ    ซึ่งจะช่วยให้แม่ได้ปรับตัว ในการแสดงออกกับเธอ”

สาว ๑๓ รอบสอง “ขอบคุณมาก    คำแนะนำช่วยได้มาก   แต่ไม่สะดวกใจที่จะพูดเรื่องนี้กับพ่อ    จะพยายามด้วยตัวเอง”

คำตอบของผู้เขียนรอบสอง  “วิธีไหนก็ได้   ฉันเดาว่าแม่ไม่รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร    ฉันสังเกตว่าเธอเขียนหนังสือเก่ง    ทำไมไม่ลองเขียนจดหมายถึงแม่และนำไปยื่นให้ด้วยตนเอง    เขียนแบบเดียวกับที่เขียนถึงฉันนี่แหละ”

 

วิจารณ์ พานิช

๙ เม.ย. ๕๖

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 ธันวาคม 2013 เวลา 14:47 น.
 

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

พิมพ์ PDF

ชื่อของเวทีนี้อย่างเป็นทางการคือ การประชุมคณะกรรมการพัฒนาและประกันคุณภาพงานของภาควิชา ครั้งที่ ๘๖ (๔/๒๕๕๖) เรื่อง Competency based learning สำหรับการผลิตแพทย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   จัดประชุมเมื่อวันที่ ๒๙ พ.ย. ๕๖     เป็นตัวอย่างของการที่คณะแพทยศาสตร์ดำเนินการ HPER (Health Professional Education Reform) อย่างเป็นระบบ

ท่านที่สนใจจริงจัง ควรอ่านบันทึกนี้ร่วมกับบันทึกที่ลงเผยแพร่ในวันเดียวกันนี้ ใน บล็อก www.gotoknow.org/blog/thaikm

การประชุมวันนี้ กำหนดให้แต่ละภาควิชามานำเสนอการดำเนินการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

ผมห่างเหินกับการดำเนินการหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ของโรงเรียนแพทย์ที่ผมเคยทำหน้าที่ คณบดีแห่งนี้มากว่า ๒๐ ปี   เมื่อมาได้ฟังการนำเสนอและการซักถามหรืออภิปราย   ก็ตระหนักว่า การปฏิรูปการเรียนการสอนของคณะฯ พัฒนาไปไกลกว่าที่ผมคิดมากทีเดียว    คือเป็น Integrated Curriculum, Block System เต็มรูป   โปรดดูรูปประกอบ

ผมรู้สึกพิศวง ว่าคณะฯ สามารถเอาชนะความยากลำบากทั้งปวง จัดและดำรงหลักสูตรเช่นนี้ไว้ได้

แต่เมื่อฟังโดยตลอดแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า    การจัดระบบองค์กร (organization) ของคณะ ที่แบ่งออกเป็นภาควิชา ตามวิชา มันฝังรากลึกลงไปในกระบวนทัศน์ของคนอย่างแรง    ทำให้กรอบความคิด และพฤติกรรมเป็นไปตามสาขาวิชา    แทนที่จะเป็นไปตาม Competency อย่างที่ระบุไว้ในชื่อการประชุม

ทำให้ผมสรุปว่า ที่ผมได้ฟังตลอดวันนั้น เป็นส่วนผสมระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบ Competency-Based กับแบบ Discipline-Based ครึ่งต่อครึ่ง    ซึ่งก็นับว่าดีมากแล้ว

แต่ผมคิดว่า คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้สามารถทำได้ดียิ่งขึ้น    มีความเป็น Competency-Based ได้มากยิ่งขึ้น   หากมีการสื่อสารให้นักศึกษาแพทย์ได้เข้าใจ สมรรถนะ (competency) ที่ต้องการให้ นศพ. ได้เรียนรู้ฝึกฝน ในแต่ละช่วงเวลา หรือแต่ละขั้นตอน    เพื่อให้การประเมินการเรียนรู้จากมุมของ นศพ. เป็นการประเมินการเรียนเพื่อฝึกฝนสมรรถนะ ไม่ใช่ประเมินการเรียนวิชา

ผมมาสะกิดใจ ตอนไปกินอาหารเย็น ผศ. พญ. มยุรี วศินานุกร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มวล.   ซึ่งในอดีตทำหน้าที่รองคณบดีฝ่ายวิชาการของคณะแพทยศาสตร์ มอ. เป็นเวลานานมาก    และเข้าใจลึกซึ้งในเจตนารมณ์ของการจัดการเรียนการสอนแต่ละ block   ชี้ให้เห็นมุมมองของการเรียนแต่ละ block ในมุมของนักศึกษา    ซึ่งมีส่วนแตกต่างจากมุมมองของอาจารย์

ทำให้ผมคิดว่า ฝ่ายอาจารย์น่าจะจัดประชุมทำความเข้าใจเป้าหมายหลักของแต่ละ block ในมุมของการสร้าง competency ให้แก่ นศพ.   โดยเชิญ อ. หมอมยุรี มาร่งมทำความเข้าใจด้วย    เพื่อให้ key person ของแต่ละภาควิชาเข้าใจเป้าหมายและหลักการของ Integrated Curriculum, Block System ให้ทะลุปรุโปร่ง    ก้าวข้าม Discipline-Based Curriculum, Departmental System ให้ได้

ในตอนท้ายของการประชุม   ท่านคณบดี รศ. นพ. สุธรรม ปิ่นเจริญ เชิญให้ผมให้ข้อสังเกต    ผมแสดงความชื่นชมในความเอาใจใส่ศิษย์ของคณะ และของคณาจารย์ทั้งหลาย    ที่หาวิธีให้ศิษย์ได้เรียนรู้พัฒนาตนเอง    เพื่อมีสมรรถนะที่เหมาะสม ต่อการจบออกไปทำงานในระบบสุขภาพไทย

ผมได้เสนอว่า ตัวความรู้ที่เรียนในหลักสูตร มีความสำคัญน้อยกว่าทักษะด้านการเรียนรู้ (Learning Skills)    เพราะความรู้ที่เรียนในวันนี้ ต่อไปอีก ๔ - ๕ ปี ความรู้จำนวนหนึ่งจะเก่าและผิด ใช้ไม่ได้อีกต่อไป   บัณฑิตต้องมี Learning Skills ที่จะ Delearn (เลิกเชื่อ) ความรู้ส่วนที่เก่าและผิด    และเรียนรู้ความรู้ใหม่ (Relearn)

ผมได้เสนอวิธีการแบบหลุดโลกว่า ควรพิจารณาจัดการประชุมแบบเดียวกันนี้   แต่แทนที่จะให้อาจารย์มานำเสนอ   เปลี่ยนเป็นให้ นศพ. จัดทีมกันมานำเสนอ จากมุมของการเรียนรู้และเตรียมตัวออกไปเป็นแพทย์ที่ดีในศตวรรษที่ ๒๑   และทำงานในระบบสุขภาพไทยได้อย่างมีความสุข    โดยต้องมีการเตรียมนักศึกษาโดยทีมของท่านรองคณบดีฝ่ายการศึกษา    อาจารย์ซึ่งเป็นผู้ฟัง จะได้มองเห็นความจริงว่าด้วยการเรียนการสอน จากมุมมองของนักศึกษา    ซึ่งจะช่วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น

อีกคำแนะนำหนึ่ง ที่ผมเสนอไว้ให้คณาจารย์และผู้บริหารพิจารณา     คือการประชุมเป็นรายคุณสมบัติที่พึงประสงค์ ซี่งมีทั้งหมด ๙ ข้อ    เชิญแกนนำของแต่ละภาควิชามาประชุมหารือกันทีละข้อ    โดยมีตัวแทนของ นศพ. ร่วมให้ความเห็นด้วย    ปรึกษากันว่า จะมีทางปรับปรุงวิธีการเรียน ให้ได้ผลยิ่งขึ้นในเกณฑ์คุณสมบัติข้อนั้น   โดยลดภาระการสอนของแต่ละภาควิชาลง    ให้เกิดสภาพ Teach Less, Learn More ได้อย่างไร    เป้าหมายคือลดความยุ่งยากของอาจารย์ลง โดยได้ผลที่การเรียนรู้ของ นศ. มากขึ้น   โดยที่มีวิธีประเมิน ให้ความมั่นใจแก่อาจารย์

สภาพของการเรียนแบบ Integrated แสดงออกมาชัดเจน ตอนที่ภาควิชาทางคลินิกมาเสนอ   โดยมีการกล่าวถึงการเรียนรู้ด้าน soft skills ด้วย   เช่นด้านคุณธรรมจริยธรรม  ด้านการสื่อสาร   ผมชื่นชมแนวทางนี้มาก   แต่ก็คิดว่า ยังมีลู่ทางที่จะนัดแนะกันในระหว่างภาควิชา    ว่า competency ใดที่จะต้องมีการเน้น ให้ นศพ. ได้เรียนและฝึกฝนแบบ implicit อยู่ในการฝึกปฏิบัติทางคลินิกนั้นเอง    ไม่ต้องมีชั่วโมงหรือรายวิชาแยกออกมาโดยเฉพาะ

ที่จริงผมให้ความเห็นอีกหลายเรื่อง ในระหว่างนั่งฟัง    โดยผมบอกที่ประชุมว่า ในเรื่องการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนนั้น ผมเรื้อเสียยิ่งกว่าเรื้อ   ไม่ได้สัมผัสมากว่า ๒๐ ปี    ข้อคิดเห็นของผมจึงอาจจะล้าสมัย

ผมได้เสนอให้คณะเอาใจใส่เรื่อง Inter-professional Learning   โดยเสนอให้ศึกษาตัวอย่างการฝึกภาคสนามเวชศาสตร์ชุมชน ของ มข.   ที่จัดให้แก่ นศ. ในคณะวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกสาขา    ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า ๓๐ ปี    เป็นรูปแบบที่น่าชื่นชมมาก    โดยผู้อำนวยการโครงการคือ รศ. นพ. สมเดช พินิจสุนทร

นอกจากนั้น ผมยังเสนอเรื่อง Flipped Classroom และเรื่องการฝึก Intra-personal skills โดย จิตตปัญญาศึกษา

 

 

วิจารณ์ พานิช

๑ ธ.ค. ๕๖

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2014 เวลา 21:50 น.
 

ชีวิตที่พอเพียง : ๒๑๓๔. สี่สหายไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา

พิมพ์ PDF

สี่สหายนัดพบกันทุกๆ ๔ เดือน ตาม บันทึกเหล่านี้ คราวนี้วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๗ เรานัดไปศึกษาหาความรู้จาก ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ส่วนหนึ่งเพราะว่า ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้งศูนย์นี้    เราอยากฟังคำอธิบายจากผู้ก่อตั้งตัวจริง

ที่จริงผมเคยไปชมศูนย์นี้แล้ว ๒ ครั้ง ดังบันทึก  แต่รู้สึกว่ายังเรียนรู้ไม่จุใจ    อยากไปดูตอนคนไม่มาก และมีคน ที่รู้จริงอธิบายให้ฟัง

ศ. ดร. ฉัตรทิพย์เตรียมตัวเป็นไกด์เต็มที่    มีเครื่องขยายเสียงพกพาขนาดเล็กไปด้วย     ทำให้เราได้ยินเสียงคำอธิบาย ชัดเจนดีมาก

ผมกลับมาที่บ้าน ไตร่ตรองว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือประวัติศาสตร์ของศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา     เรียนจากคำบอกเล่า ของบุคคลผู้สร้างประวัติศาสตร์นั้น คือ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

ป้ายที่หน้าทางเข้าที่จัดแสดง บอกว่าศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๐ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา    โดยรัฐบาลญี่ปุ่นออกเงินให้ทั้งหมด

ศ. ฉัตรทิพย์เล่าว่ารัฐบาลญี่ปุ่นออกเงินทั้งหมด ๙๙๙ ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยขณะนั้น ๑๗๐ ล้านบาท    เป็นค่าก่อสร้าง อาคาร ๗๐ ล้านบาท  ค่าก่อสร้างการจัดแสดง (exhibition) ๑๐๐ ล้านบาท   ท่านบอกว่า ส่วนสำคัญคือการจัดแสดง อาคารเป็นเพียงสิ่งที่ครอบส่วนจัดแสดงเท่านั้น

จริงๆ แล้วคณะผู้คิดโครงการตั้งใจจะให้ศูนย์ศึกษาฯ นี้ ทำหน้าที่ ๔ อย่าง คือ (๑) วิจัยประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่ของสมัยอยุธยาเท่านั้น  (๒)​ จัดแสดงประวัติศาสตร์สมัยอยุธา  (๓) เป็นศูนย์ข้อมูลและห้องสมุด  (๔)​ ทำวิจัยระดับวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาเอก โท    แต่ในที่สุดเวลาผ่านไป ๒๔ ปี (หลังพิธีเปิดในปี ๒๕๓๓) ศูนย์นี้ทำหน้าที่ข้อ ๒ เพียงอย่างเดียว

ตอนทำงานสร้างศูนย์นี้ร่วมกับทางญี่ปุ่น ทีมนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยเข้าไปร่วมกันทำงาน    แต่เมื่อสร้างเสร็จ กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับมอบ    แม้ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยในเวลานั้น จะพยายามขอให้อยู่ในความดูแล ของทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อสืบสานหน้าที่อีก ๓ อย่าง ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ    เวลานี้ศูนย์ฯ จึงทำหน้าที่ได้เพียงการจัดแสดง ดูแลโดย อบจ. พระนครศรีอยุธยา    และเราไปพบว่ามีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างน่าชื่นชมคือห้องฉายภาพยนตร์ จอรอบทิศ เรื่องประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยา ความยาว ๑๘ นาที ห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำ    ให้บริการแก่ผู้ติดต่อมาเป็นคณะ ในราคาค่าบริการรอบละ ๔๐๐ บาท (ห้องจุกว่า ๕๐ คน)     ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า บริษัททัวร์บ่นว่าแพง

เราจะเห็นสภาพความคิดของราชการไทย ที่หวงสมบัติ และคิดแบบแยกส่วน ไม่ได้คิดถึงภาพรวมของประเทศ    มองศูนย์ศึกษาผิด มองเป็นพิพิธภัณฑ์    และในที่สุดศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ที่สมัยสร้างเสร็จใหม่ๆ ในปี ๒๕๕๓ ถือว่าทันสมัยที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้    เวลานี้มีแต่จะทรุดโทรมลงไป เพราะขาดการดูแลปรับปรุง    และในด้านเทคโนโลยี การจัดแสดง ซึ่งสมัย ๒๔ ปีก่อนถือว่าทันสมัยมาก    เวลานี้ก็ล้าหลังไปมาก

ผมถาม ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ว่าใช้เวลาก่อสร้างกี่ปี    ท่านบอกว่า ใช้เวลารวม ๓ ปี    โดยแบ่งเป็น ๓ ช่วง    ช่วงแรก ๑ ปี เป็นช่วงทะเลาะกัน ระหว่างฝ่ายไทยกับญี่ปุ่น    ตอนแรกคิดกันว่าจะสร้างหมู่บ้านญี่ปุ่น    ในที่สุดตกลงกันว่า สร้างศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์    มีคนฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยกับการที่ญี่ปุ่นจะเป็นผู้สร้างและออกแบบ    มีการลงหนังสือพิมพ์คัดค้าน    ในที่สุดฝ่ายญี่ปุ่นยอมให้ฝ่ายไทยออกแบบทั้งอาคารและการจัดแสดง    ญี่ปุ่นเป็นเพียงผู้สร้างให้ ตามที่ฝ่ายไทยกำหนด

ช่วงที่สอง เวลา ๑ ปี เป็นช่วงของการวิจัย    เพื่อหารายละเอียดนำมาใช้สร้างโมเดลในการจัดแสดง    มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับศิลปิน    ส่วนด้านเทคโนโลยีทางญี่ปุ่นมีความรู้และประสบการณ์มาก    มีการจัดแสดงด้วยเทคโนโลยี diorama ซึ่งหมายถึงมีโมเดล กับภาพวาดด้านหลัง ให้เห็นเป็นภาพสามมิติ    ส่วนที่ยากคือส่วนนิทรรศการ ที่รายละเอียดมากมาย ต้องไม่ทำแบบเดาสุ่ม หรือจินตนาการ    ต้องหาหลักฐานอ้างอิง    แต่ก็มีส่วนที่ต้องใช้จินตนาการด้วย

ช่วงที่สาม เวลา ๑ ปี เป็นการสร้างอาคารครอบส่วนนิทรรศการ    ส่วนนี้ราคาเพียง ๗๐ ล้านบาท    ในขณะที่ส่วน นิทรรศการใช้เงิน ๑๐๐ ล้านบาท

ผมเพิ่งทราบว่านิทรรศการมี ๔ ส่วน หรือ ๔ พื้นที่    เมื่อเข้าไปก็จะเข้าไปในพื้นที่ “เมืองหลวง”   ทางซ้ายมือเป็นพื้นที่ “เมืองท่า”   ทางขวามือเป็นพื้นที่ “ชีวิตชาวบ้าน”  เดินตรงเข้าไปจากพื้นที่เมืองหลวงเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” หรือพื้นที่ของศูนย์กลาง อำนาจทางการเมืองการปกครอง

พื้นที่เมืองหลวง(พระนครศรีอยุธยาในฐานะราชธานี) มี ๓ นิทรรศการ    ส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือส่วนวังกับวัด ในพื้นที่เมืองโบราณ    ถัดไปทางขวาเป็น วัดไชยวัฒนาราม จำลองผังวัดในสมัยอยุธยา    ทางซ้ายเป็นพะเนียดคล้องช้าง เพราะถือว่าช้างมีส่วนสำคัญต่อความเป็นเมืองหลวง    พื้นที่นี้รศ. ดร. ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นผู้ออกแบบ

ตอนคิดพื้นที่จัดแสดง มีการถกเถียงกันระหว่าง ศ. อิฌิอิ (ผู้ล่วงลับ) กับ ศ. ฉัตรทิพย์    ว่าจะยกเอาความเป็นเมืองหลวง หรือความเป็นเมืองท่าของอยุธยาเป็นประธาน    หรือเป็นจุดเด่น    ศ. ฉัตรทิพย์บอกว่า ต้องเอาความเป็นเมืองหลวง    แต่ ศ. อิฌิอิ เห็นว่าความเป็นเมืองท่าเด่นกว่า     แต่ในที่สุดท่านก็อนุโลมตามฝ่ายไทย    ศ. ฉัตรทิพย์ ยกย่องความใจกว้างของ ศ. อิฌิอิมาก

พื้นที่เมืองท่า(กรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองท่า) มีเรือสำเภาจีนจำลองขนาด ๑ ใน ๗ ของของจริง ตั้งเด่นเป็นประธาน    ด้านหลังเรือสำเภาจีนเป็นตู้กระจก มีเรือสินค้าฝรั่งหลายแบบจำลองขนาดเล็ก เทียบกับสำเภาจีน    ที่ผนังตึกมีแผนที่บอกเส้นทางเดินเรือ ค้าขาย มีปุ่มสวิตช์ไฟให้กดดูเส้นทางค้าขายในยุคต่างๆ    เดิมมีตัวอย่างสินค้าตั้งแสดง    แต่เวลานี้หายไปหมดแล้ว    อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องราวการติดต่อค้าขาย กับญี่ปุ่น    พื้นที่นี้ ผศ. พลับพลึง คงชนะ เป็นผู้ทำวิจัยและออกแบบ

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีทางเดินเข้าสู่พื้นที่ คล้ายเดินเข้าปราสาทขอม    แสดงการผสมผสานระหว่างศานาพุทธกับฮินดู    ภายในตั้งแสดงพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา    พื้นที่นี้ทำวิจัยและออกแบบโดย รศ. ดร. ธิดา สาระยา

พื้นที่แสดงชีวิตชาวบ้าน(ชีวิตชาวบ้านไทยในสมัยก่อน) ออกแบบโดย ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ ดร. ชาคริต ชุ่มวัฒนะ    ก่อนเข้าพื้นที่นี้ มีกำแพงเก่าจำลอง ที่ผนังกำแพงเป็นภาพวาดแสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน     ถัดเข้าไป มีโมเดลพื้นที่วัดและหมู่บ้าน ตั้งเป็นประธานสวยงามมาก    ด้านในสุดเป็นบ้านจำลอง ที่ย่อส่วนให้เข้าอยู่ในอาคารได้    ขึ้นบันไดไปชมได้    ศ. ดร. วิสุทธิ์ ใบไม้ ชมว่าเหมือนบ้านไทยโบราณจริงๆ คือบันไดไม่มีราว    คนแก่เดินขึ้นลงต้องหาที่เกาะกันจ้าละหวั่น

ในพื้นที่มีตู้ขนาดเล็ก จัดแสดงโมเดลของพิธีคลอด, โกนจุก, แต่งงาน, และเผาศพ    และมีสมุนไพรต่างๆ ตั้งแสดง    ศ. ฉัตรทิพย์ บอกล่วงหน้าว่า    มี เซ็นเซอร์ ที่เมื่อเดินผ่าน จะมีเสียงเพลงพื้นเมือง    แต่เวลาผ่านไปตั้ง ๒๔ ปี คงจะเสียหมดแล้ว    ปรากฎว่ายังใช้ได้ดีอยู่ ท่านดีใจมาก    และทำให้ผมนึกศรัทธา ว่าเทคโนโลยีญี่ปุ่นทนทานมาก    หรือมิฉนั้นก็เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ ของศูนย์ฯ ที่คอยซ่อมแซม    แต่เดาว่าน่าจะเป็นประการแรกมากกว่า     เพราะแม้ไฟฟ้าที่ดับไปเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีการซ่อม    ทำให้พื้นที่นี้มืดทึม

ศ. ฉัตรทิพย์ บอกว่า ตอนคิดกัน คุยกันว่าต้องแสดงชีวิตยามยาก หรือลำเค็ญด้วย    จึงมีภาพวาดแสดงชีวิตไพร่  โรคระบาด  และโจรปล้น

เสร็จจากชั้นบนที่เป็นพื้นที่จัดแสดง ที่กินเนื้อที่กว่าพันตารางเมตร    ศ. ฉัตรทิพย์ พาเราไปดูพื้นที่ชั้นล่าง ที่เดิมเผื่อไว้สำหรับเป็นศูนย์ข้อมูลและห้องสมุด    ซึ่งเมื่อน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ น้ำท่วมขึ้นสูงเกือบเมตร    หนังสือเสียหายหมด    หลังจากนั้นเจ้าชายญี่ปุ่นเสด็จมาเยี่ยม    เวลานี้กำลังก่อสร้างดัดแปลงพื้นที่เป็นศูนย์แสดงสินค้านานาชาติอยุธยา

ศ. ฉัตรทิพย์ เอาหนังสือ IUDEA : ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพิธีเปิดศูนย์ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๓ ฉบับถ่ายเอกสาร ไปให้อ่านประกอบ    และมอบให้ผมเลย     เจ้าหน้าที่ของศูนย์บอกว่า มีคนมาถามซื้อบ่อยๆ แต่ไม่มีแล้ว     จริงๆ แล้ว หากอ่านจาก เว็บไซต์มีรายละเอียดดีทีเดียว    เป็นเว็บไซต์ของศูนย์อยุธยาศึกษา มรภ. พระนครศรีอยุธยา     ที่เว็บไซต์มีรูปด้านหน้าของศูนย์ ที่ ศ. ฉัตรทิพย์อธิบายว่า สร้างจำลองแบบป้อมในสมัยโบราณ

เราไปถึงเวลา ๑๑ น.    ดูเสร็จ ๑๓ น.   แล้วไปที่ร้านแพกรุงเก่า กินกุ้งแม่น้ำเผา     ขนมจีนแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลา    และผัด สายบัว    อาหารอร่อยทุกอย่าง   คราวนี้ผมลืมถ่ายรูปอาหาร

 

๙ มี.ค. ๕๗

เนื่องจากระบบทำให้ไม่สามารถคัดลอกรูปภาพมาได้ ถ้าสนใจชมรูปภาพประกอบโปรดเข้าไปดูใน link ที่ผมคัดลอกมาครับ

สี่สหายนัดพบกันทุกๆ ๔ เดือน ตาม บันทึกเหล่านี้ คราวนี้วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๗ เรานัดไปศึกษาหาความรู้จาก ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ส่วนหนึ่งเพราะว่า ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้งศูนย์นี้    เราอยากฟังคำอธิบายจากผู้ก่อตั้งตัวจริง

ที่จริงผมเคยไปชมศูนย์นี้แล้ว ๒ ครั้ง ดังบันทึก  แต่รู้สึกว่ายังเรียนรู้ไม่จุใจ    อยากไปดูตอนคนไม่มาก และมีคน ที่รู้จริงอธิบายให้ฟัง

ศ. ดร. ฉัตรทิพย์เตรียมตัวเป็นไกด์เต็มที่    มีเครื่องขยายเสียงพกพาขนาดเล็กไปด้วย     ทำให้เราได้ยินเสียงคำอธิบาย ชัดเจนดีมาก

ผมกลับมาที่บ้าน ไตร่ตรองว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือประวัติศาสตร์ของศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา     เรียนจากคำบอกเล่า ของบุคคลผู้สร้างประวัติศาสตร์นั้น คือ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

ป้ายที่หน้าทางเข้าที่จัดแสดง บอกว่าศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๐ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา    โดยรัฐบาลญี่ปุ่นออกเงินให้ทั้งหมด

ศ. ฉัตรทิพย์เล่าว่ารัฐบาลญี่ปุ่นออกเงินทั้งหมด ๙๙๙ ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยขณะนั้น ๑๗๐ ล้านบาท    เป็นค่าก่อสร้าง อาคาร ๗๐ ล้านบาท  ค่าก่อสร้างการจัดแสดง (exhibition) ๑๐๐ ล้านบาท   ท่านบอกว่า ส่วนสำคัญคือการจัดแสดง อาคารเป็นเพียงสิ่งที่ครอบส่วนจัดแสดงเท่านั้น

จริงๆ แล้วคณะผู้คิดโครงการตั้งใจจะให้ศูนย์ศึกษาฯ นี้ ทำหน้าที่ ๔ อย่าง คือ (๑) วิจัยประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่ของสมัยอยุธยาเท่านั้น  (๒)​ จัดแสดงประวัติศาสตร์สมัยอยุธา  (๓) เป็นศูนย์ข้อมูลและห้องสมุด  (๔)​ ทำวิจัยระดับวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาเอก โท    แต่ในที่สุดเวลาผ่านไป ๒๔ ปี (หลังพิธีเปิดในปี ๒๕๓๓) ศูนย์นี้ทำหน้าที่ข้อ ๒ เพียงอย่างเดียว

ตอนทำงานสร้างศูนย์นี้ร่วมกับทางญี่ปุ่น ทีมนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยเข้าไปร่วมกันทำงาน    แต่เมื่อสร้างเสร็จ กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับมอบ    แม้ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยในเวลานั้น จะพยายามขอให้อยู่ในความดูแล ของทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อสืบสานหน้าที่อีก ๓ อย่าง ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ    เวลานี้ศูนย์ฯ จึงทำหน้าที่ได้เพียงการจัดแสดง ดูแลโดย อบจ. พระนครศรีอยุธยา    และเราไปพบว่ามีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างน่าชื่นชมคือห้องฉายภาพยนตร์ จอรอบทิศ เรื่องประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยา ความยาว ๑๘ นาที ห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำ    ให้บริการแก่ผู้ติดต่อมาเป็นคณะ ในราคาค่าบริการรอบละ ๔๐๐ บาท (ห้องจุกว่า ๕๐ คน)     ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า บริษัททัวร์บ่นว่าแพง

เราจะเห็นสภาพความคิดของราชการไทย ที่หวงสมบัติ และคิดแบบแยกส่วน ไม่ได้คิดถึงภาพรวมของประเทศ    มองศูนย์ศึกษาผิด มองเป็นพิพิธภัณฑ์    และในที่สุดศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ที่สมัยสร้างเสร็จใหม่ๆ ในปี ๒๕๕๓ ถือว่าทันสมัยที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้    เวลานี้มีแต่จะทรุดโทรมลงไป เพราะขาดการดูแลปรับปรุง    และในด้านเทคโนโลยี การจัดแสดง ซึ่งสมัย ๒๔ ปีก่อนถือว่าทันสมัยมาก    เวลานี้ก็ล้าหลังไปมาก

ผมถาม ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ว่าใช้เวลาก่อสร้างกี่ปี    ท่านบอกว่า ใช้เวลารวม ๓ ปี    โดยแบ่งเป็น ๓ ช่วง    ช่วงแรก ๑ ปี เป็นช่วงทะเลาะกัน ระหว่างฝ่ายไทยกับญี่ปุ่น    ตอนแรกคิดกันว่าจะสร้างหมู่บ้านญี่ปุ่น    ในที่สุดตกลงกันว่า สร้างศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์    มีคนฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยกับการที่ญี่ปุ่นจะเป็นผู้สร้างและออกแบบ    มีการลงหนังสือพิมพ์คัดค้าน    ในที่สุดฝ่ายญี่ปุ่นยอมให้ฝ่ายไทยออกแบบทั้งอาคารและการจัดแสดง    ญี่ปุ่นเป็นเพียงผู้สร้างให้ ตามที่ฝ่ายไทยกำหนด

ช่วงที่สอง เวลา ๑ ปี เป็นช่วงของการวิจัย    เพื่อหารายละเอียดนำมาใช้สร้างโมเดลในการจัดแสดง    มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับศิลปิน    ส่วนด้านเทคโนโลยีทางญี่ปุ่นมีความรู้และประสบการณ์มาก    มีการจัดแสดงด้วยเทคโนโลยี diorama ซึ่งหมายถึงมีโมเดล กับภาพวาดด้านหลัง ให้เห็นเป็นภาพสามมิติ    ส่วนที่ยากคือส่วนนิทรรศการ ที่รายละเอียดมากมาย ต้องไม่ทำแบบเดาสุ่ม หรือจินตนาการ    ต้องหาหลักฐานอ้างอิง    แต่ก็มีส่วนที่ต้องใช้จินตนาการด้วย

ช่วงที่สาม เวลา ๑ ปี เป็นการสร้างอาคารครอบส่วนนิทรรศการ    ส่วนนี้ราคาเพียง ๗๐ ล้านบาท    ในขณะที่ส่วน นิทรรศการใช้เงิน ๑๐๐ ล้านบาท

ผมเพิ่งทราบว่านิทรรศการมี ๔ ส่วน หรือ ๔ พื้นที่    เมื่อเข้าไปก็จะเข้าไปในพื้นที่ “เมืองหลวง”   ทางซ้ายมือเป็นพื้นที่ “เมืองท่า”   ทางขวามือเป็นพื้นที่ “ชีวิตชาวบ้าน”  เดินตรงเข้าไปจากพื้นที่เมืองหลวงเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” หรือพื้นที่ของศูนย์กลาง อำนาจทางการเมืองการปกครอง

พื้นที่เมืองหลวง(พระนครศรีอยุธยาในฐานะราชธานี) มี ๓ นิทรรศการ    ส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือส่วนวังกับวัด ในพื้นที่เมืองโบราณ    ถัดไปทางขวาเป็น วัดไชยวัฒนาราม จำลองผังวัดในสมัยอยุธยา    ทางซ้ายเป็นพะเนียดคล้องช้าง เพราะถือว่าช้างมีส่วนสำคัญต่อความเป็นเมืองหลวง    พื้นที่นี้รศ. ดร. ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นผู้ออกแบบ

ตอนคิดพื้นที่จัดแสดง มีการถกเถียงกันระหว่าง ศ. อิฌิอิ (ผู้ล่วงลับ) กับ ศ. ฉัตรทิพย์    ว่าจะยกเอาความเป็นเมืองหลวง หรือความเป็นเมืองท่าของอยุธยาเป็นประธาน    หรือเป็นจุดเด่น    ศ. ฉัตรทิพย์บอกว่า ต้องเอาความเป็นเมืองหลวง    แต่ ศ. อิฌิอิ เห็นว่าความเป็นเมืองท่าเด่นกว่า     แต่ในที่สุดท่านก็อนุโลมตามฝ่ายไทย    ศ. ฉัตรทิพย์ ยกย่องความใจกว้างของ ศ. อิฌิอิมาก

พื้นที่เมืองท่า(กรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองท่า) มีเรือสำเภาจีนจำลองขนาด ๑ ใน ๗ ของของจริง ตั้งเด่นเป็นประธาน    ด้านหลังเรือสำเภาจีนเป็นตู้กระจก มีเรือสินค้าฝรั่งหลายแบบจำลองขนาดเล็ก เทียบกับสำเภาจีน    ที่ผนังตึกมีแผนที่บอกเส้นทางเดินเรือ ค้าขาย มีปุ่มสวิตช์ไฟให้กดดูเส้นทางค้าขายในยุคต่างๆ    เดิมมีตัวอย่างสินค้าตั้งแสดง    แต่เวลานี้หายไปหมดแล้ว    อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องราวการติดต่อค้าขาย กับญี่ปุ่น    พื้นที่นี้ ผศ. พลับพลึง คงชนะ เป็นผู้ทำวิจัยและออกแบบ

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีทางเดินเข้าสู่พื้นที่ คล้ายเดินเข้าปราสาทขอม    แสดงการผสมผสานระหว่างศานาพุทธกับฮินดู    ภายในตั้งแสดงพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา    พื้นที่นี้ทำวิจัยและออกแบบโดย รศ. ดร. ธิดา สาระยา

พื้นที่แสดงชีวิตชาวบ้าน(ชีวิตชาวบ้านไทยในสมัยก่อน) ออกแบบโดย ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ ดร. ชาคริต ชุ่มวัฒนะ    ก่อนเข้าพื้นที่นี้ มีกำแพงเก่าจำลอง ที่ผนังกำแพงเป็นภาพวาดแสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน     ถัดเข้าไป มีโมเดลพื้นที่วัดและหมู่บ้าน ตั้งเป็นประธานสวยงามมาก    ด้านในสุดเป็นบ้านจำลอง ที่ย่อส่วนให้เข้าอยู่ในอาคารได้    ขึ้นบันไดไปชมได้    ศ. ดร. วิสุทธิ์ ใบไม้ ชมว่าเหมือนบ้านไทยโบราณจริงๆ คือบันไดไม่มีราว    คนแก่เดินขึ้นลงต้องหาที่เกาะกันจ้าละหวั่น

ในพื้นที่มีตู้ขนาดเล็ก จัดแสดงโมเดลของพิธีคลอด, โกนจุก, แต่งงาน, และเผาศพ    และมีสมุนไพรต่างๆ ตั้งแสดง    ศ. ฉัตรทิพย์ บอกล่วงหน้าว่า    มี เซ็นเซอร์ ที่เมื่อเดินผ่าน จะมีเสียงเพลงพื้นเมือง    แต่เวลาผ่านไปตั้ง ๒๔ ปี คงจะเสียหมดแล้ว    ปรากฎว่ายังใช้ได้ดีอยู่ ท่านดีใจมาก    และทำให้ผมนึกศรัทธา ว่าเทคโนโลยีญี่ปุ่นทนทานมาก    หรือมิฉนั้นก็เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ ของศูนย์ฯ ที่คอยซ่อมแซม    แต่เดาว่าน่าจะเป็นประการแรกมากกว่า     เพราะแม้ไฟฟ้าที่ดับไปเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีการซ่อม    ทำให้พื้นที่นี้มืดทึม

ศ. ฉัตรทิพย์ บอกว่า ตอนคิดกัน คุยกันว่าต้องแสดงชีวิตยามยาก หรือลำเค็ญด้วย    จึงมีภาพวาดแสดงชีวิตไพร่  โรคระบาด  และโจรปล้น

เสร็จจากชั้นบนที่เป็นพื้นที่จัดแสดง ที่กินเนื้อที่กว่าพันตารางเมตร    ศ. ฉัตรทิพย์ พาเราไปดูพื้นที่ชั้นล่าง ที่เดิมเผื่อไว้สำหรับเป็นศูนย์ข้อมูลและห้องสมุด    ซึ่งเมื่อน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ น้ำท่วมขึ้นสูงเกือบเมตร    หนังสือเสียหายหมด    หลังจากนั้นเจ้าชายญี่ปุ่นเสด็จมาเยี่ยม    เวลานี้กำลังก่อสร้างดัดแปลงพื้นที่เป็นศูนย์แสดงสินค้านานาชาติอยุธยา

ศ. ฉัตรทิพย์ เอาหนังสือ IUDEA : ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพิธีเปิดศูนย์ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๓ ฉบับถ่ายเอกสาร ไปให้อ่านประกอบ    และมอบให้ผมเลย     เจ้าหน้าที่ของศูนย์บอกว่า มีคนมาถามซื้อบ่อยๆ แต่ไม่มีแล้ว     จริงๆ แล้ว หากอ่านจาก เว็บไซต์มีรายละเอียดดีทีเดียว    เป็นเว็บไซต์ของศูนย์อยุธยาศึกษา มรภ. พระนครศรีอยุธยา     ที่เว็บไซต์มีรูปด้านหน้าของศูนย์ ที่ ศ. ฉัตรทิพย์อธิบายว่า สร้างจำลองแบบป้อมในสมัยโบราณ

เราไปถึงเวลา ๑๑ น.    ดูเสร็จ ๑๓ น.   แล้วไปที่ร้านแพกรุงเก่า กินกุ้งแม่น้ำเผา     ขนมจีนแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลา    และผัด สายบัว    อาหารอร่อยทุกอย่าง   คราวนี้ผมลืมถ่ายรูปอาหาร

 

๙ มี.ค. ๕๗

เนื่องจากระบบทำให้ผมไม่สามารถคัดลอกในส่วนที่เป็นรูปภาพมาเผยแพร่ในหน้านี้ได้ หากท่านใด้องการชมภาพประกอบโปรดเข้าไปดูได้ใน like :

http://www.gotoknow.org/posts/565346

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 05 เมษายน 2014 เวลา 17:09 น.
 

มิตรภาพ ไทย-ลาว

พิมพ์ PDF
8-9 เมษายน 2537 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวภายหลังจากที่ทรงเป็นประธานร่วมกับ ฯพณฯนายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศลาวในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาวที่จังหวัดหนองคาย โดยเป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศครั้งแรกในรอบ 27 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ ได้เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว อันเป็นโครงการในพระราชดำริ ร่วมกับประธานประเทศลาวที่เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ รวมทั้งทอดพระเนตรโครงการส่งเสริมกิจกรรมโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้าฯ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีด้วย
Like ·  · 
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 07 เมษายน 2014 เวลา 23:22 น.
 

หมดเวลาความขัดแย้งของประเทศไทยแล้ว

พิมพ์ PDF

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเยี่ยม จ.พิจิตร

ที่ จ.พิจิตร บ่ายวันนี้ / เวลา ๑๔.๐๐ น. ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ความรู้รักสามัคคีสร้างความปรองดองชาติไทย" แก่หัวหน้าส่วนราชการ พลเรือน ทหาร ตำรวจ สมาชิกเหล่ากาชาด ภาค ๙ คณาจารย์และนักเรียนโรงเรียนพิจิตรพิทยาคม ณ หอประชุมใหญ่ โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม อ.เมือง จ.พิจิตร 

ม.ล. ปนัดดา กล่าวตอนหนึ่งว่า หมดเวลาความขัดแย้งของประเทศไทยแล้ว ถือเป็นห้วงเวลาที่ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทำให้ไทยล้าหลัง ผู้คนแตกแยกเพราะระบบการเมืองที่ขาดระบบแบบแผนและไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลตามที่ต่างเคยถวายคำสัตย์ปฏิญาณและให้คำมั่นสัญญาแก่ประชาชน ทำให้สังคมเกิดความเห็นแก่ตัว ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย ทั้งที่ในอดีตบ้านเมืองไทยเป็นแบบอย่างทางตรรกะแห่งความเป็นอารยประเทศ คนไทยเป็นชนชาติที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตและจริงใจ

เราคนไทยทุกคนต้องหันกลับมามองย้อนสู่อดีตแห่งความภาคภูมิใจและเดินไปข้างหน้าเพื่อดำรงรักษาชาติประเทศที่มีความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ลูกหลาน ผู้ใหญ่ต้องช่วยกันเสริมสร้างแบบอย่างที่สร้างสรรค์ ต้องไม่ลืมว่า "เราทุกคนรักจังหวัดของเราได้ รักภาคของเราได้ แต่เราต้องรักประเทศไทยยิ่งกว่า" ไม่ใช่ให้ปัญหาทางการเมืองที่ขาดจรรยาบรรณมาแบ่งแยกพี่น้องคนไทยออกจากกัน ม.ล. ปนัดดา กล่าว

๑๘ มิ.ย. ๕๗ / OPMT 26

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2014 เวลา 18:14 น.
 


หน้า 403 จาก 411
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 1761
Content : 2258
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 4582386

facebook

Twitter


ล่าสุด

บทความเก่า