Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

ความสุข ความเจริญ กับ ทรัพย์สินทางปัญญา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

พิมพ์ PDF

ความสุขความเจริญกับทรัพย์สินทางปัญญาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 โดย พันเอกชาติวัฒน์ คงอุทัยสกุล

บทคัดย่อ (บทนำ)

          พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นอดีตพระมหากษัตริย์ไทยที่ได้ทรงครองราชย์มานานที่สุดกว่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดในประวัติศาสตร์และได้ทรงยึดถือพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขมหาชนชาวสยาม” เป็นหลักชัยในการทรงงานตลอดระยะเวลาที่ทรงทำหน้าที่เป็นพระมหากษัตริย์ไทยได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบซึ่งถือได้ว่าเป็นความโชคดีที่สุดของ ประชาชนชาวไทยในช่วงกว่าศตวรรษที่ผ่านมาจากการที่พระองค์ได้ทรง ทำหน้าที่พระมหากษัตริย์ไทยอย่างเต็มกำลังนั้น ได้เกิดองค์ความรู้ เกิดปรัชญา และเกิดแนวทางสำคัญและเป็นประโยขน์ต่อประเทศไทย ต่อคนไทยและชาวโลกอย่างมากมายโดยเฉพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันซึ่งเป็นสงครามเศรษฐกิจ โลก จึงถือได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงกระทำมา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาทั้งหมดหากนำมารวบรวม นำมาวิเคราะห์ นำมาพิจารณา นำมาไตร่ตรองและนำมาสังเคราะห์ให้เป็นหลักการ เป็นแนวคิด เป็นแนวปฏิบัติอย่างสอดคล้องจนเกิดเป็นนวัตกรรมการจัดการและบริหารที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถนำไปใช้ประโยขน์ในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นสงครามเศรษฐกิจโลกได้นั้้นก็จะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลสำหรับคนไทยและมนุษยชาติที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้และที่สำคัญกว่านั้นคือการได้สนองพระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลปัจจุบัน ที่ว่า "เราจะสืบสานรักษาและต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป" ซึ่งเป็นการเทิดพระเกียรติอย่างสูงสุด ให้สมกับความเสียสละ ความทุ่มเทของพระองค์ท่านที่ได้ทรงงานอย่างหนักเพื่อคนไทยมาตลอดเวลา ๗๐ปีครองราชย์ที่ผ่านมาซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของโลกที่ได้เคยมีองค์พระมหากษัตริย์ที่เป็นพระอริยะที่ได้พระราชทานความรู้ ความเข้าใจที่สำคัญให้แก่มนุษยชาติในการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีและความเป็นปกติสุขอย่างยั่งยืน

          เพื่อให้การเทิดพระเกียรติอย่างสูงสุดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและเกิดเป็นมรรคผลต่อมนุษยชาติ เราคนไทยทุกคนควรร่วมกัน สร้างทรัพย์สินทางปัญญาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ด้วยการนำองค์ความรู้ หลักการทรงงานและผลงานต่างๆของพระองค์ท่านมาสร้างเป็นลายแทง ขุมทรัพย์สำคัญของโลกเพื่อให้เกิดความพร้อมที่จะรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตที่เป็นปกติสุขของมนุษยชาติ ที่เรียกว่า “การสร้างความสุข ความเจริญ”

          สถานการณ์โลกในปัจจุบัน (๒๕๖๓) โลกและประเทศไทยประสบวิกฤตการณ์สำคัญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโคโรน่าไวรัส ๑๙ ที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและ เศรษฐกิจอย่างสาหัสในรอบกว่าศตวรรษที่ผ่านมาทำให้มนุษยชาติและคนไทยสูญเสียการดำรงชีวิตที่เป็นปกติ  ตกงาน ขาดรายได้ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ธุรกิจล้มละลาย ฆ่าตัวตายและมีความหวาดผวาเสียขวัญ ไม่สามารถการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งการพึ่งพาตนเองได้เป็นปกติ รัฐบาลแต่ละประเทศต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการเยียวยาและแก้ไขวิกฤตการณ์ที่ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆในเบื้องต้นและจะต้องใช้เวลาอีกนานในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดจากผลกระทบของการแพร่ระบาด rolex ρεπλίκα แม้กระทั่งเลชาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวไว้โดยสรุปสาระสำคัญว่า เราอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๑๐ ปีที่เราจะฟื้นจากผลกระทบจาก สถานการณ ์การแพร่ระบาดเชื้อโคโรน่าไวรัส ๑๙ นี้ และผลกระทบนี้มิได้กระทบแต่เรื่องสุขภาพ ของมนุษยชาติแต่มีผลกระทบต่อ เศรษฐกิจและความยากจนของทุกประเทศบนโลกนี้ โดยเฉพาะประเทศ กำลังพัฒนา ที่จะต้องเลือกระหว่างการนำเงินไปจ่ายค่าวัคซีน หรือไปจ่ายหนี้สาธารณะก่อนและวัคซีนไม่ใช่คำตอบเดียวในการแก้ไข ปัญหานี้ จากสถานการณ์สำคัญดังกล่าวนี้ เราจะเห็นได้ว่าหากมนุษยชาติและ คนไทยมีภูมิคุ้มกันเพียงพอเราจะรับมือและอยู่กับเชื้อไวรัสนี้ได้เป็นปกติ ซึ่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นภูมิปัญญาและเครื่องมือสำคัญใน การแก้ไขปัญหาของสถานการณ์โลกและประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ทรงพระราชทานนี้มีวัตถุประสงค์ สำคัญคือ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ซึ่งผมขอแบ่งเป็น 9 ด้านดังนี้

 ๑. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ๒.ภูมิคุ้มกันทางสังคม ๓.ภูมิคุ้มกันทางสิ่งแวดล้อม ๔.ภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม

 ๕.ภูมิคุ้มกันทางปัญญา ๖.ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ๗.ภูมิคุ้มกันทางสุขภาพ ๘.ภูมิคุ้มกันทางครอบครัว ๙.ภูมิคุ้มกันของชาติ 

ซึ่งหากมนุษยชาติและคนไทยได้เรียนรู้และศึกษาการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง ๙ ด้านนี้ เราทุกคนก็จะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ต่อการรับมือต่อ การเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบซึ่งนั่นคือความเป็นปกติสุขที่มนุษยชาติทุกคน ต้องการสูงสุด หากแต่การสร้างบทเรียนและหลักสูตรการสร้างภูมิคุ้มกันน้ั้น คนไทยและมนุษยชาติควรร่วมกันศึกษาและพัฒนาให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญและนำมาปฏิบัติได้จริง มีผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริงย่อมเป็นทางออก ในการสร้างความสุขความเจริญให้แก่มนุษยชาติและคนรุ่นหลัง ที่สำคัญกว่านั้นคือ การสร้างองค์ความรู้นี้เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา ถวายพระบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ρολόγια αντίγραφο มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะเป็นผู้เริ่มต้นการสร้างปรัชญาสำคัญนี้และพระราชทานแก่คนไทย และมนุษยชาติได้มีและเป็นภูมิปัญญาสำคัญของโลกต่อไป ซึ่งกระผมจะขออธิบายการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง ๙ ด้านด้วยหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในบทต่อไป

บทที่ ๑ ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ

บทที่ ๒ ภูมิคุ้มกันทางสังคม

บทที่ ๓ ภูมิคุ้มกันทางสิ่งแวดล้อม

บทที่ ๔ ภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม

บทที่ ๕ ภูมิคุ้มกันทางปัญญา

บทที่ ๖ ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

บทที่ ๗ ภูมิคุ้มกันทางสุขภาพ

บทที่ ๘ ภูมิคุ้มกันทางครอบครัว

บทที่ ๙ ภูมิคุ้มกันของชาติ


 

เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

พิมพ์ PDF

ข้อพิจารณา แนวคิดการจัดตั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง หลังวิกฤตการณ์โควิท

เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

ต้องทำแบบ “คนจน”บริหารแบบ “คนจน”ไม่ติดกับตำรามากเกินไป

ทำอย่างมีสามัคคีเมตตากัน….

 

I ข้อเท็จจริง

 

๐ เราเข้าสู่ช่วงเวลาของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ หลังสถานการณ์สงครามชีวภาพ (ไวรัสโควิท19) ซึ่งเป็นภัยคุมคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในทุกมิติ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ฯลฯ ซึ่งเกิดจาก (ก) คนตกงาน โดยเฉพาะคนชนชั้นรากหญ้า เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานในเมืองใหญ่ (ข) ห่วงโซ่การผลิตและการบริโภคเปลี่ยนอย่างฉับพลัน เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการส่งออกเป็นหลัก (ค) ระบบกฎหมาย กลไกของสถาบันทางการเมืองและสังคมแบบปรกติ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความมั่นคงระบบมหภาค ที่สร้างผลกระทบทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับวิกฤตระดับนานาชาติร่วมกัน

 

๐ วิกฤตครั้งนี้ ถือเป็นภัยคุมคามความมั่นคงของชาติ ต้องการกลไกของสถาบันทางการเมืองและความมั่นคง. ที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ที่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้อย่างรวดเร็ว เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด คู่ขนานกับกลไกของสถาบันการเมืองแบบปรกติ 

 

๐ เห็นควรที่จะอันเชิญพระปฐมบรมราชโองการ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไปมาเป็นหลักชัยและเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินการให้บรรลุตามพระราชประสงค์นี้ ด้วยการใช้ศาสตร์พระราชาเป็นหลักในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา

 

๐โดยการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ฯลฯ ร่วมสร้างศูนย์รวมใจ มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อร่วมกันทั้งมิติการร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหาความมั่นคงของประเทศ อย่างพร้อมเพรียงและบูรณาการ เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตการณ์ความมั่งคงครั้งนี้อย่างทันถ่วงทีกับบริบทปัญหาปัจจุบัน

 

๐ ดังนั้นในบรรยากาศทางการเมืองของประเทศปัจจุบัน ที่ภาคการเมืองจากการเลือกตั้งไม่มีความเป็นบึกแผ่น  ประเทศต้องการกลไกเสริม ทำหน้าที่เป็น  War Room ในการแก้ปัญหาของชาติครั้งนี้ เพื่อทำหน้าที่สร้างศูนย์รวมจิตใจ ต่อยอดจากทุนทางสังคม (social capital) หรือการสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามศาสตร์พระราชา

 

๐ เห็นควรจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 6 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)  เป็นหน่วยวางแผน อำนวยการ ประสานงาน ในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในการพัฒนา แก้ปัญหาและฟื้นฟูประเทศไทย  ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นหน่วยงานร่วม  ซึ่งทำหน้าที่บูรณาการทางเศรษฐกิจภาคพลเรือน ที่มีความรู้ ทักษะ ด้านเศรษฐกิจชุมชน  ร่วมกันขับเคลื่อน แก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้

 

II. ข้อพิจารณา

 

(1) ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 6 (กอ.รมน.) จะทำหน้าที่สร้างทีมงานที่มีความรู้ ทักษะ จากทุกภาคส่วน มีภาวะผู้นำ ทำหน้าที่เป็น War Room ในการวางแผนเชิงกลยุทธ บัญชาการ ขับเคลื่อนแก้ปัญหาและประเมินผล อย่างรวดเร็ว เบ็ดเสร็จ ภายใต้ความมั่นคงที่มุ่งต่อยอดศาสตร์พระราชา

 

(2) ประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาเร่งด่วน ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ 

 

(ค) สร้างองค์กร เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ทำหน้าที่การออม แหล่งทุน และการบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยบุคลากรมืออาชีพ ในฐานะนิติบุคคล “วิสาหกิจเพื่อความมั่นคงทางสังคม”  (social security enterprise) ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้จริง พัฒนาต่อยอดจากวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม และสหกรณ์  

 

(3) ส่งเสริมการจัดตั้งนิคมการเกษตรอัจฉริยะ ในแต่ละพื้นที่เป้าหมาย.  พัฒนาตามแนวพระราชดำริเรื่อง “ภูมิสังคม” ที่มุ่งเน้นการวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ของแต่ละพื้นที่ ที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ (ดิน น้ำ อากาศ ฯ) ทุนทางสังคม-วัฒนธรรม ในแต่ละพื้นที่ ที่เชื่อมโยงกับตำแหน่งทางการตลาดของพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศ รวมทั้งมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและสารสนเทศ เพื่อ “ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต” และสร้างระบบการแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างสมาชิกชุมชนทั่วประเทศ ด้วยสกุลเงินดิจิตอล ผ่านเทคโนโลยี blockchain ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส บริหารความเสี่ยงจากพลวัตรของสถาบันการเงินโลกาภิวัตรปัจจุบัน

 

(4) ระงับใช้การบังคับใช้กฎหมายปรกติ หรือเสนอการปรับปรุงกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคในการปรับตัวของประเทศที่กระทบต่อความมั่นคง เพื่อการแก้ปัญหาเชิงนโยบายที่รวดเร็ว ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน

 

(5) ปรับปรุงห่วงโซ่การผลิตและการบริโภคใหม่ (supply chain) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  มีการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่ตอบสนอง New Normal และมีความสอดคล้องกับบริบทตลาดใหม่หลังวิกฤตโควิท

 

(6) ริเริ่มสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ด้านเกษตรอินทรีย์แปรรูปมูลค่าสูงแบบองค์รวม ที่เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสอดคล้องกับบริบทตลาดใหม่

 

(7) แสวงหาคู่ค้าตลาดใหม่ๆ จากทั่วโลก ที่ต่อยอดจากความมั่นคงด้านการทูต ที่สถาบันกษัตริย์ไทยได้วางรากฐานความสัมพันธ์ทางการทูตในประเทศต่าง ๆ

 

(8) สร้าง “ทุนเชิงสัญลักษณ์” (Symbolic Capital)  ของสถาบันกษัตริย์สู่ระดับสากลมากขึ้น ต่อยอดกระแสโลกเรื่องโควิท  ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาติในการแก้ปัญหาวิกฤตความมั่นคงด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะเป็นเครื่องมือใหม่ที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ ท่ามกลางปัญหาพลวัตรของระบบเสรีนิยมใหม่โลกาภิวัตรปัจจุบันที่ไม่แน่นอน  

 

III อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชุมชนระยะเร่งด่วน

 

(ก) ภาคเกษตรกรรม ( ให้หันมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรผสมผสาน ฯ ไม่น้อยกว่า 25% ของประเทศ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตเชิงเศรษฐกิจให้คนรากหญ้า)

 

(ข) ภาคพลังงานทางเลือกของชุมชน สร้างความมั่งคงด้านพลังงานจังหวัดชายแดนทั่วประเทศ สามารถพึ่งพอตัวเองได้ พออยู่ พอกิน พอใช้ พอแลก

 

(ค) ภาคการท่องเที่ยวชุมชน แบบเพิ่มมูลค่าสูง ทั้งการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม (eco-cultural tourism) และ/หรือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม (cultural capital) ที่ต่อยอด ทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) หรือ “ภูมิสังคม” ของชาติทั่วประเทศ. ที่เชื่อมโยงกับนโยบาย medical hub ของประเทศ เน้นกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุ ผู้มีฐานะดีที่ต้องการพำนักระยะยาว ทำตลาดผ่านข้อตกลงเงื่อนไขพิเศษ ระหว่างรัฐต่อรัฐ กับประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดี

 

(ง) ภาคอุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์แปรรูปมูลค่าสูงแบบองค์รวม ที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนชนรากหญ้าทั่วประเทศ

 

IV ผลลัพธิ์ที่คาดหวัง

 

๐ เกิดกระแสการเชิดชูสถาบัน ศาสตร์พระราชาในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาติ  เป็นเครื่องมือการจัดการความเสี่ยงระดับประเทศ  มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ  สามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ-สังคม ให้เกษตรกรไทยได้จริง ต่อความผันผวนไม่แน่นอนของกลไกตลาดโลกาภิวัตร

๐ สามารถแก้ปัญหาระยะสั้นในการสร้างงานภาคเกษตรกรรม หลังวิกฤตโควิท

๐ เกิดเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคง ต่อยอดจาก “ทุนทางสังคม” แต่ละชุมชน ผ่านองค์กรวิสาหกิจเพื่อความมั่นคงทางสังคม ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างแท้จริง

๐ เกิดชุมชนที่  รู้ รัก สามัคคี สืบสานต่อยอด วิถีชุมชน “ทุนทางวัฒนธรรม” การช่วยเหลือเกื้อกูล การมีส่วนร่วม และส่งเสริมสำนึกประชาธิปไตยระดับชุมชน

๐ เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ เป็นอุตสาหกรรมที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมได้หลากหลายช่องทางการตลาด ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ


 

หลักภูมิสังคม โดย พ.อ.ชาติวัฒน์ คงอุทัยสกุล

พิมพ์ PDF

หลักภูมิสังคม

วันนี้คำสำคัญคือ ภูมิสังคม ครับ ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ซึ่งภูมิสังคม คือ ความมั่นคงในการที่จะมีกิจกรรมพื้นฐานของความเป็นเศรษฐกิจพอเพียง

หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าสภาพสังคมในพื้นที่นั้นๆเป็นตลาดในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่ โดยมีฐานทรัพยากรหลักจากภูมิศาสตร์หรือภูมิประเทศ ซึ่งหากมองตามเส้นทางของความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ต้องเริ่มจากพอกิน พอใช้ ก่อน ดังนั้นการออกแบบและวางแผนกิจกรรมต่างๆในแต่ละพื้นที่แต่ละชุมชน จะต้องออกแบบตามสภาพสังคม ผมขอเรียกว่า Primary Demand หรือความต้องการหลัก รวมทั้งการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบจากสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่นั้นๆด้วยว่าเป็นอย่างไรและมีวงจรภูมิสังคมคือ น้ำ ดิน เกษตร พลังงาน ป่าไม้กับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดีพอแล้วหรือยัง ในการที่จะเป็นฐานทรัพยากรหลัก บวกกับสภาพสังคมของชุมชนของพื้นที่นั้นๆว่า มีลักษณะเป็นอย่างไร บริโภคอะไรเป็นอาหารหลักตลาดชุมชนอะไรขายดี ใช้ของอุปโภคอะไรมาก อะไรบ่อย บ้านเรือนที่อยู่อาศัยมีลักษณะอย่างไร ชอบทำกิจกรรมอะไรเป็นประเพณี มีคุณลักษณะสังคมเป็นแบบใด เช่นครอบครัวใหญ่ หรือครอบครัวเล็ก เมื่อมีข้อมูลทั้งสองเรื่องสำคัญนี้เราจึงจะมาออกแบบกิจกรรมที่จะเกิดระบบการผลิตภายพื้นที่ที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานได้และนี่คือขั้นตอนแรกของการพัฒนาเพื่อให้เกิด การพอมี พอกิน พออยู่ ในชุมชนของพื้นที่นั้นๆ  มันคือจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า ชุมชนนั้ันๆจะมีระบบการผลิตเบื้องต้นสำหรับการพึ่งพาตนเอง แต่จะตามมาด้วยอีก 2 ขั้นคือการสร้างสังคมนั้นๆให้เข้มแข็งอันจะนำมาซึ่งเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแรง นั่นคือ ขั้นการสร้างเครือข่ายด้วยการ แจกและการแลก ที่ไม่ต้องใช้สิ่งแทนค่าที่เรียกว่า เงินตรา การแจกคือ การแบ่งปัน การให้ การเกื้อกูล การสนับสนุนซึ่งกันและกันของชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ความรู้ ความสามัคคีในชุมชน การแลกคือการแลกเปลี่ยนสินค้า ผลผลิต ความรู้ ซึ่งมันเป็นการสร้างมูลค่าของสังคม ที่แท้จริง จะทำให้เกิดการแข่งขันภายในที่มีคุณภาพบนพื้นฐานคุณธรรมที่ดี และเป็นไปตามลักษณะของสังคมนั้นๆ จาก 3 ขั้นนี้จะทำให้เกิดตลาดภายในชุมชนและพื้นที่นั้นๆที่เข้มแข็งมาก นั่นคือการมีเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งจริงๆ และสุดท้ายสิ่งต่างที่เหลือจากผลผลิต การบริโภค และอุปโภคจะสามารถสร้างตลาดภายนอกได้อย่างมั่นคงและมีมูลค่าอย่างยั่งยืน นั่นคือ พอขาย ซึ่งปัจจุบันความคิดคนส่วนใหญ่จะวิ่งตามตลาดและพยายามผลิตของที่ตลาดต้องการ โดยไม่มีความเข้าใจว่าตลาดคืออะไร เพราะเอาเรื่องรายได้และเงินตราเป็นหลักคิดจึงข้าม 3 ขั้นแรกไปหมด

สรุป จากหลักแนวคิดภูมิสังคมและเส้นทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (1.พอมี พอกิน พอใช้ 2.พอแจก 3.พอแลก 4.พอขาย) ตามที่ผมได้กล่าวมาในข้างต้นคงจะพอให้ทุกท่านเข้าใจว่า ในกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้ เมื่อ 4 ธ.ค.2541 มีความสรุปตอนหนึ่งเกี่ยวกับภัยคุกคามทางเศรษฐกิจของโลกและประเทศไทยว่า “เศรษฐกิจพอเพียงนี้ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว คือไม่ต้องทั้งหมด หรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ ได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนามาช้านานแล้ว มาบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่ดีมาก แล้วก็เข้าใจว่าปฏิบัติเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอนั้น หมายความว่า ถ้าทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของประเทศก็จะพอ ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงและทำได้เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอนั้น ไม่ได้แปลว่า เศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ” จะสามารถเป็นไปได้อย่างไร ด้วยอะไรและมีกรอบแนวคิดในการวางแผนได้จากอะไร ซึ่งวันนี้มีน้อยคนที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริงจึงไม่เกิดแผนงานและโครงการที่จะบรรลุพระราชประสงค์อย่างแท้จริงนั่นคือ การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 

ชาติวัฒน์ คงอุทัยสกุล

3 ก.พ.64


 

ชัยชนะที่ไม่ต้องรบ

พิมพ์ PDF

ชัยชนะโดยไม่ต้องรบ

 

ว่าจะไม่เขียนเรื่องเกี่ยวกับทหาร แต่ด้วยอาชีพตลอดจนยศฐาบรรดาศักดิ์ที่ได้มาถึงพลเอก อันเป็นยศสูงสุดทางทหารด้วยแล้ว จึงจำเป็นที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับทหารบ้าง ถือว่า เป็นเรื่องจำเป็นจริงๆถึงต้องเขียน

ผมผ่านชีวิตการเป็นทหาร ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อยปี 2507 มาถึงวันนี้ เวลาล่วงเข้าปีที่ 56 แล้ว ถ้าเป็นอายุคนก็เป็นอายุของชายวัยชราแล้ว

ระหว่างเป็นทหารได้เติมพลังความรู้ด้านการรบทัพจับศึกมาแทบทุกขั้นตอน จะมีเพียง 5-6 ปี ระหว่างที่ไปเรียนต่างประเทศเท่านั้นที่เหินห่างชีวิตทหารไปบ้าง พอกลับจากเมืองนอกก็ต้องเข้าโรงเรียนทหารราบ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก วิทยาลัยการทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ตามชั้นยศไม่ได้ละเว้น

หน้าที่การงานก็วุ่นอยู่กับการเตรียมกำลังพลให้ไปสู่สนามรบ เกือบตลอดระยะเวลาที่รับราชการ ต้องเว้นวรรคบ้างก็ตอนที่เป็นนายทหารชั้นร้อยตรีร้อยโท ได้เป็นผู้ปฏิบัติการรบในสนามรบด้วยตนเอง

ความรู้ความเข้าใจเรื่องการรบทัพจับศึก ก็คงไม่แตกต่างกับเพื่อนๆนายทหารมากนัก แต่พอมาถึงวันนี้ อายุเกิน 75 ปีไปแล้ว จึงถามตัวเองว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่จะให้ได้ชัยชนะในการรบ รถถัง หรือเครื่องบิน หรือเรือรบ หรือปืนผาหน้าไม้ หรือคำตอบคือใช่แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เป็นปัจจัยเสริมกำลังรบเท่านั้น ถ้าไม่มีได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ต้องมี แต่จะมีมากน้อยเท่าใดนั้นอีกประเด็นหนึ่ง

เมื่อมีเวลาว่างมากหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ความคิดเรื่องนี้ได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของวาระการดำรงชีวิตด้วย ตั้งแต่เช้าถึงเย็นได้ทุ่มเทค้นคว้าศึกษาหาคำตอบให้กับข้อสงสัยของตนเอง โดยไม่ได้รับสินจ้างรางวัลอะไรเลย

ค้นคว้าไปในทะเลแห่งความรู้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น Google Youtube Safari และอื่นๆ ตำรับตำราของบรรดานักปราชญ์การทหารทั้งในอดีตและมากมายทุกมุมโลก มาถึงบางอ้อ แล้วนึกตำหนิตัวเองว่าเรานี่ช่างโง่เขาเบาปัญญา หลงทางมาไกลแสนไกล ตั้งแต่ปีพศ 2543 ระยะเวลาจากบางอ้อถึงวันนี้ร่วม 20 ปีเต็ม จึงนึกได้ว่า ครั้งหนึ่ง ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ได้มีโอกาสทองของชีวิต ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะนักบริหารและนักวิชาการจากองค์การสหประชาชาติและมหาวิทยาลัยเพื่อสันติภาพของโลก เพื่อถวายปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2543 เวลา 18.00 น.

หลังจากผู้ช่วยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ทูลเกล้าถวายปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว พระองค์ท่านได้ตรัสถามคณะผู้เข้าเฝ้าทุกคน จนกระทั่งมาถึงผม ซึ่งแต่งเครื่องแบบทหารชุดขาวพร้อมสวมครุยปริญญาเอกด้วย พระองค์ท่านทรงแปลกพระทัย แล้วรับสั่งว่า เป็นอย่างไรมาอย่างไรนายทหารไทยถึงได้มายืนอยู่ในแวดวงฝรั่งนักวิชาการวันนี้ จึงได้กราบบังคมทูลว่า

เนื่องด้วย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก มีนโยบายที่จะให้นายทหารของกองทัพบกเป็นผู้มีความรู้ความสามารถรักษาสันติภาพร่วมกับองค์การสหประชาชาติ ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ในฐานะผู้บัญชาการสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง อันประกอบไปด้วยวิทยาลัยการทัพบก โรงเรียนเสนาธิการทหารบก จึงได้เปิดหลักสูตรปริญญาโท การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ กับมหาวิทยาลัยเพื่อสันติภาพของสหประชาชาติ จึงได้มาร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อสันติ ภาพ ในพิธีทูลเกล้าถวายปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ พระพุทธเจ้าข้าขอรับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งว่า

เป็นเรื่องที่ดีมาก ขอให้ร่วมกันดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จ เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อความสงบสุขของบ้านเมืองและภูมิภาคแล้ว ยังเป็นเกียรติภูมิของทหารด้วย

อีกประการหนึ่ง การรักษาสันติภาพให้ถาวรนั้น คือ การทำให้คนมีกิน ถ้าคนมีกินแล้วคนจะไม่ฆ่ากัน ขอให้โรงเรียนเสนาธิการทหารบกกำหนดหลักสูตรให้นายทหารเสนาธิการทหารบก ได้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้นายทหารได้มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นำความรู้ไปเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนได้นำไปปฏิบัติ ถือว่าเป็นการช่วยรักษาความมั่นคงของชาติด้วย

พระกระแสรับสั่งของล้นเกล้าล้นกระหม่อม คือน้ำมันเติมตะเกียงชีวิตของผม ทำให้ตะเกียงชีวิตของผมสว่างไสวตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้

เมื่อใดก็ตามที่มีใครมาพูดจากันในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคง ทำให้ผมระลึกถึงคืนวันนั้นขึ้นมาทุกที

อนึ่ง อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา สมัยประธานาธิบดีเคนเนดี้ มิสเตอร์แมคนามารา (Mc Namara) ก็ได้มาร่วมกับคณะเข้าเฝ้าในคืนวันนั้นด้วย ได้ให้ข้อคิดเห็นกับผมในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงยุคใหม่อย่างน่าสนใจยิ่ง ท่านกล่าวว่า

ในสมัยปัจจุบัน ความมั่นคงของชาติหมายถึงการพัฒนาให้ดีขึ้น( improvement) ความมั่นคง ไม่ได้มีความหมายถึงความมั่นคงด้วยการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร และการมีกำลังพลที่เข้มแข็ง หากแต่ความมั่นคงคือการที่พัฒนาให้ประชาชนมีสภาวะดีขึ้น ถ้าไม่มีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าขึ้น ก็หมายความว่าไม่มีความมั่นคงของชาตินั่นเอง การพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นไม่ใช่เรื่องยากหากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกสาขาอาชีพ ดำเนินการพัฒนาประเทศในทุกมิติตลอดจนการสร้างความเข้าใจถูกต้องร่วมกัน การร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย ให้เกิดการพัฒนาอันเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ

ซุนวู ปราชญ์แห่งพิชัยยุทธชาวจีน เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้วกล่าวว่า ชัยชนะร้อยครั้งยังไม่สุดยอด เท่ากับสงบข้าศึกโดยไม่ต้องรบ

การศึกสงครามเป็นเพียงปลายเหตุ ต้นเหตุสภาวะคือความไม่สมดุลและความไม่พอเพียงในการดำเนินชีวิต หากเราดับไฟที่ต้นลมหรือที่ต้นเหตุ เหตุก็จะยุติไม่ลุกลามกลายเป็นสงคราม

ต้นเหตุของมนุษย์คือความรักตัวกลัวตาย เมื่อใดมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มั่นคง หากเราแก้ปัญหาให้เขารู้สึกว่าเขามีความสมบูรณ์มั่นคง มีการพัฒนาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อนั้นความสงบก็เกิดขึ้นการแย่งชิง การรบราฆ่าฟัน ก็ย่อมจะหมดไป เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องรบอันเป็นสุดยอดของชัยชนะ

ความขัดแย้งในทุกกรณีจะประกอบด้วยบุคคลสองฝ่ายเสมอ หน้าที่ของทหารจะต้องเป็น สะพานเชื่อมระหว่างสองฝ่ายให้เกิดความสมดุล ช่วยพัฒนาฝ่ายที่ด้อยกว่าให้ได้ดุลกับอีกฝ่ายที่เหลือ โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ องศาแห่งความขัดแย้งจะลดลง กลายเป็นความร่วมมือกันในที่สุด

ทำได้เช่นนี้เป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมและเป็นชัยชนะโดยไม่ต้องรบ

ภายในประเทศ

เมื่อใดก็ตามมีความไม่สมดุลในการพัฒนาประเทศ คือผลของการพัฒนามีการเหลื่อมล้ำต่ำสูงทำให้มีฝ่ายที่ยากจนข้นแค้น กับฝ่ายที่มั่งมีศรีสุขในสัดส่วนที่ไม่เป็นธรรม เมื่อนั้นไฟของความขัดแย้งจะเริ่มก่อเค้าขึ้น และไฟนี้จะขยายตัวลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระดับสูงและเป็นสงครามในที่สุด

ทำอย่างไรจะทำให้ปัญหาความยากจนของคนในชาติลดลง คำตอบคือ มีการพัฒนาประเทศด้วยการใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนา

จริงอยู่ทหารไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ หากแต่เป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ

การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือชาวบ้านจะต้องกระทำบนพื้นฐานความต้องการของชาวบ้านที่แท้จริง และอยู่ในขีดความสามารถที่ทหารจะกระทำได้

เมื่อเราทราบว่าขณะนี้ปัญหาการกระจายรายได้ระหว่างชนบทกับเมืองไม่เป็นธรรม กล่าวคือ คนในชนบทมีรายได้น้อยกว่าคนในเมืองกว่า 10 เท่า อันเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง คนในชนบทจึงเดือดร้อน การลดช่องว่างให้แคบเข้าคือเป้าหมายที่จะต้องทำเพื่อให้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวชนบทได้บรรเทาเบาบางลง

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า คนส่วนใหญ่ของชาติคือเกษตรกรในชนบท

กองทัพจะต้องศึกษาหาหนทางปฏิบัติว่า เราจะช่วยกันยกระดับรายได้ของเกษตรกรในชนบทให้พอลืมตาอ้าปากได้อย่างไร

จากการศึกษารูปแบบแนวทางที่กองทัพต่างชาติได้ปฏิบัติการสร้างชาติจนเห็นผลเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว อาทิ

กรณีของยังเติร์ก (Young Turk) แห่งประเทศตุรกีในอดีต ได้สร้างผลงานการช่วยเหลือแก่ประชาชน ในเรื่องการอ่านออกเขียนได้และการเกษตร จนปัญหาการศึกษาของคนในชนบทได้หมดสิ้นไป

กรณีของประเทศในอเมริกาใต้ กองทัพเปรูได้ช่วยชาวชนบทในพื้นที่กันดารพัฒนาปรับปรุงซ่อมแซมถนนหนทาง แหล่งน้ำ ทำนบ เหมืองฝาย ทำให้ชาวชนบทมีการคมนาคมสะดวกสบายขึ้นมีแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชผักผลไม้และการปศุสัตว์

กรณีของประเทศอิสราเอล กองทัพอิสราเอลได้รักษาภารกิจอันเก่าแก่ของกองทัพที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า มือซ้ายถือพลั่วมือขวาถืออาวุธไว้อย่างแนบแน่น กล่าวคือ ในปัจจุบันกองทัพอิสราเอลไม่ได้ละเลยสิ่งที่บรรพบุรุษได้กระทำกันมาในอดีต นอกจากจะทำหน้าที่ป้องกันประเทศด้วยพลังอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว เขายังใช้พลังกำแพงมนุษย์ อันได้แก่หมู่บ้านตามแนวชายแดน อาทิ คิบบุทธ์ โมชาฟ ไฮเอซซุท เป็นต้น ประชาชนตามแนวชายแดนได้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้คนในชนบทมีสภาวะความเป็นอยู่ที่ดีไม่เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท สร้างจิตสำนึกของความรักชาติรักแผ่นดิน เกิดความหวงแหนในผืนแผ่นดินเกิดที่บรรพบุรุษได้มอบให้เป็นมรดกตกทอดกันมา

กรณีของประเทศจีนในยุคปฏิวัติประชาชน กองทัพจีน (PLA) เป็นพี่เลี้ยงประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้าน และการพัฒนาชุมชนหลากหลายมิติ อาทิ การช่วยประชาชนชาวชนบทสร้างหน่วยผลิต สร้างทำนบเหมืองฝาย สร้างปุ๋ยหมัก ช่วยเหลือการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งคนจีนในชนบท ที่เคยอยู่ในสภาวะยากจน ได้มีอยู่มีกินหลุดพ้นจากปัญหาความยากจนลงได้ แม้วันเวลาผ่านไปกว่า 50 ปี ชื่อเสียงของกองทัพ PLA ของจีน ยังจารึกปรากฏให้ลูกหลานได้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้

นอกจากนี้มีอีกหลายต่อหลายประเทศที่กองทัพได้ผันตัวเองจากการเป็นผู้บริโภค มาเป็นผู้สร้างชาติและสร้างสันติภาพของโลก

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่กองทัพจะต้องก้มลงมองพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทของเรา ช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นกำแพงเป็นรั้วที่เข้มแข็งให้กับชาติร่วมกับกองทัพต่อสู้กับปัญหาเรื้อรังที่เป็นศัตรูของชาติร่วมกัน คือ ปัญหาความยากจนให้บรรเทาเบาบางและหมดสิ้นไปในที่สุด

ก่อนอื่นกองทัพจะต้องพัฒนาคนหรือกำลังพลของกองทัพให้เป็นครูเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนากันเสียก่อน ทหารกองประจำการที่เข้ามาช่วยชาติตามวาระปีละหลายแสนคน และกำลังพลของกองทัพจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในวิชาการสร้างชาติและมีเจตจำนงอย่างแน่วแน่ ที่จะทุ่มเทแรงกายและแรงใจทำงานเป็นครูเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ในชนบท

การพัฒนากำลังพลในทุกระดับนอกเหนือจากที่เคยปฏิบัติมา ให้กำลังพลเป็นครูที่ดีมีความรู้เรื่องการเพาะปลูก การก่อสร้าง การปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก การทำปุ๋ยหมัก การเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การพัฒนาแหล่งพลังงาน โดยเฉพาะการสร้างภาชนะเพื่อเก็บเกี่ยวน้ำฝนของเกษตรกร (Rain Water Hatvesting) เป็นต้น

เมื่อปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานในการประกอบการมีครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว อีกทั้งประชาชนในชนบทมีความรู้เรื่องการเกษตรการเพาะปลูกแล้ว ขั้นต่อไปคือขั้นการผลิต โดยเฉพาะการสร้างหน่วยผลิตของครัวเรือนและหน่วยผลิตของชุมชน ให้เป็นครัวเรือนและชุมชนพออยู่พอกิน เมื่อหน่วยผลิตสามารถผลิตสินค้าและบริการได้เกินพอ เป็นหมู่บ้านหรือชุมชนเกินพอ จะต้องนำหลักการพระราชปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ว่าด้วยการพัฒนาระดับที่ 2 มาเป็นกรอบแนวคิดในการดำเนินการตามหลักการสหกรณ์ คือร่วมกันคิด ร่วมกันซื้อ ร่วมกันขาย ไปเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับชุมชนหรือหน่วยผลิตอื่นๆเป็นเครือข่าย เคลื่อนไปข้างหน้าสู่ที่หมายด้วยกันดุจขบวนรถดีเซลราง

ระหว่างประเทศ

ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทตามแนวชายแดน อันเป็นกรณีสุ่มเสี่ยงต่อการขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นศึกสงครามนั้น ก็ควรที่จะศึกษาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างว่าพระองค์ทรงให้แนวทางแก้ปัญหาอย่างไร จึงจะทำให้ได้ชัยชนะกันทุกฝ่าย (Win -Win Solution)

กรณีเนิน 491 เมื่อ 8 ธันวาคม 2535 กรณีศึกษาที่น่านำมาพิจารณาว่าเราหลุดพ้นจากปัญหาความขัดแย้งแนวชายแดนได้อย่างไร

ผมโชคดีที่ได้รับเกียรติจากผู้บังคับบัญชา ให้เป็นหนึ่งในคณะ 3 คนที่เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางไปเจรจาสงบศึกกรณีเนิน 491 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2535 ณ กรุงย่างกุ้ง กับฝ่ายกองทัพพม่า นำโดย นายพล หม่องเอ ท่านอูยุ่นส่วย (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม) และคณะ

ด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทำให้การเจรจาในครั้งนั้นประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถสร้างความผาสุกระหว่างประเทศโดยไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับผลเสียหาย

หลังการประชุมร่วม นายพลหม่องเอสรุปว่า เขาขอยืนยันว่าจะดำเนินการตามพระกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 4 ธันวาคม 2535 อันเป็นที่ชื่นชมของชาวโลก เป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาของประเทศเพื่อนบ้าน เราจะร่วมกันแก้ปัญหาสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นให้จงได้

บริเวณพื้นที่ที่เป็นกรณีพิพาท จะต้องเป็นพื้นที่ที่ร่วมกันพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

นอกจากชายแดนด้านพม่าแล้ว ชายแดนด้านมาเลเซียก็เช่นกัน เราแก้ปัญหาด้วยพระราชปรัชญาของพระองค์ท่าน ร่วมกันพัฒนาแทนที่จะรบราฆ่าฟันกัน

องค์กรร่วมไทยมาเลเซีย (JDA) อันเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศ เป็นตัวอย่างที่ดีให้คนทั้งโลกได้เห็นว่า เราโชคดีมีพระประมุขผู้สร้างสันติภาพอย่างถาวรให้เกิดขึ้น กับประเทศเพื่อนบ้านมาจนเท่าทุกวันนี้

กล่าวโดยสรุป

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแทบทุกฉบับ จะบันทึกภารกิจของทหารไว้ทั้ง 2 ภารกิจเสมอคือ ภารกิจในการรบกับการพัฒนาประเทศ ภารกิจการพัฒนาประเทศคือภารกิจที่ได้ชัยชนะโดยไม่ต้องรบ อันเป็นภารกิจที่ประเสริฐกว่า คือไม่มีใครเสียเลือดเสียเนื้อ แต่เมื่อจำเป็นที่จะต้องรบก็ต้องรบด้วยสติปัญญาของมนุษย์ ซีโนโฟน (Xenophon) นักรบชาวกรีกผู้นำทัพกรีกจำนวน 10000 คน เดินทัพจากกรุงบาบิโลนกลับเอเธนส์ ผ่านด่านกองทัพเปอร์เซียผู้เกรียงไกรซึ่งมีอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายได้อย่างปลอดภัย ได้สรุปไว้ในหนังสือ Anabasis ซึ่งเป็นหนังสือว่าด้วย การบริหารเล่มแรกของโลก ว่าไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์อันล้ำเลิศใดจะเหนือกว่าสติปัญญาของมนุษย์ อาจจะเรียกได้ว่าปัจจัยชี้ขาดในการรบหรือชัยชนะอยู่ที่คน ไม่ใช่ของครับ

โปรดจงระลึกอยู่เสมอว่า

ชัยชนะบนซากปรักหักพัง  หาทำประโยชน์อะไรได้ไม่

พลเอก จารุภัทร เรืองสุวรรณ

15 ก.พ.63


 


หน้า 6 จาก 490
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์


thaibetter
พัฒนาประเทศไทยแบบทวีคูณ และยั่งยืน ( ททค )

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 3528
Content : 2672
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 5978441

facebook

Twitter


ล่าสุด

บทความเก่า