Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

สิทธิลาคลอด

พิมพ์ PDF

สิทธิลาคลอด สำหรับการเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องหลายประเทศให้ความสำคัญ สำหรับไทยได้ให้สิทธิแม่ลาได้ 90 วัน แต่สวีเดนกลับให้สิทธิลาคลอดถึง 480 วัน!!! แถมคุณพ่อยังลาเลี้ยงลูกได้ด้วย

สิทธิลาคลอด ของสวีเดน VS ไทย

สิทธิลาคลอด ของคุณแม่ในประเทศสวีเดนเห็นแล้วคุณแม่หลายคนต้องอิจฉา เพราะว่ารัฐบาลของประเทศสวีเดนได้ให้ความสำคัญของสถาบันครอบครัว ที่เด็ก ๆ ควรได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ตั้งแต่ที่คลอดออกมาลืมตาดูโลกเป็นอย่างมาก เพื่อพัฒนาการที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

โดยข้อมูลจากเว็บ ไทยไลฟ์อินสวีเดน กล่าวไว้ว่า ชาวสวีเดน ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก แต่เมื่อถึงโอกาสวันหยุดเทศกาลสำคัญ ต่าง ๆ เช่น เทศกาลคริสต์มาส อีสเตอร์ งานฉลองคล้ายวันเกิด มักมีการพบปะสังสรรค์กันระหว่างหมู่ญาติพี่น้องเป็นประจำ

สิทธิลาคลอดของสวีเดน

ในด้านการเลี้ยงดูบุตร รัฐบาลสวีเดนจึงส่งเสริมให้พ่อแม่ได้มีเวลาอยู่กับลูก สามารถลาเลี้ยงดูบุตรได้โดย

  • ลารวมกันได้และสามารถรับเงินชดเชยได้นานถึง 480 วัน สำหรับคนเป็นพ่อลาได้ 60 วัน
  • สามารถขอลาดูแลบุตรที่ป่วยได้เป็นเวลา 120 วันต่อปี
  • นอกจากนี้ยังจัดให้มีเบี้ยเลี้ยงค่าเลี้ยงดูบุตรสำหรับบุตรอายุต่ำกว่า 16 ปี เป็นเงิน 1,050 โครนาสวีเดนต่อคนต่อเดือน
  • และหากมีลูกมากกว่าสองคนขึ้นไปรัฐบาลจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงค่าเลี้ยงดูพิเศษเพิ่มอีก!!

และที่ดีงามก็คือถ้าพ่อและแม่มีการแบ่งวันลาให้เท่าๆ กันก็จะได้รับโบนัสเพิ่มเติมด้วย ซึ่งก็เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้พ่อได้มีเวลาเลี้ยงลูกและใกล้ชิดกับเจ้าตัวน้อยมากขึ้นด้วย

แต่ถึงจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายขนาดนี้ก็ดูเหมือนว่า มีเพียงคุณพ่อจำนวนน้อยเท่านั้นที่ลางานมาเลี้ยงลูก เพราะส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานต่อมากกว่า และเพียง 14 เปอร์เซ็นต์ของพ่อแม่ทั้งหมดในประเทศสวีเดนที่จะเลือกแบ่งวันลาให้เท่ากันเพื่อมาเลี้ยงลูก และหน้าที่หลักก็ยังคงเป็นคุณแม่

สิทธิลาคลอดของไทย

ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีข่าวว่าจะขยายสิทธิลาคลอดออกไปอีกเป็น 6 เดือน ซึ่งพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 5/2560 ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้กล่าวถึงสิทธิลาคลอด หลังมีการหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในประเด็นการขยายสิทธิการลาคลอดเป็น 180 วัน หรือ 6 เดือน ว่า

“การลาคลอดนั้น เราส่งเสริมคุณแม่ควรจะให้นมลูกอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน แล้วหลังจากนั้นอาจจะมีอาหารเข้ามาเสริมได้บ้าง แต่ที่ผ่านมา เรามีกฎหมายอนุญาตให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน อนุญาตให้คุณแม่ลาคลอดได้จำนวน 90 วัน ดังนั้น รัฐควรออกกฎหมาย โดยอาจอนุญาตให้ สิทธิแม่ลาคลอด 6 เดือน ซึ่งคุณแม่สามารถลาคลอดได้ 180 วัน หรือ 6 เดือน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็นในช่วงเดือน ตุลาคมนี้ คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในเดือน มี.ค. 2561″

ทีมา: www.catdumb.com, thaipbs, ข่าวสด

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2018 เวลา 11:37 น.
 

เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมเรียนรู้ "หลักสูตรศาสตร์พระราชากับการพัฒนาผู้นำยุค 4.0"

พิมพ์ PDF

เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมเรียนรู้  "หลักสูตรศาสตร์พระราชากับการพัฒนาผู้นำยุค 4.0"

ขอเชิญท่านผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และวิชาการ ผู้สนใจเข้าร่วมอบรม "หลักสูตรศาสตร์พระราชากับการพัฒนาผู้นำยุค 4.0" หลักสูตรการเรียนรู้ 9 วัน 60 ชั่วโมง และการลงพื้นที่ศึกษา "ดอยตุงโมเดล" หรือ "สิรินธรโมเดล" 

เปิดรับสมัคร 2 รุ่น รุ่นละ 50 คน 

อัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 60,000 บาท (ไม่รวม VAT 7%) (รวมค่าเดินทางและที่พักสำหรับการลงพื้นที่ในต่างจังหวัด)

**พร้อม อัตราพิเศษสำหรับหน่วยงานที่สนใจส่งผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 5 คน ขึ้นไป**

ลงทะเบียนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-207-2255 (รับจำนวนจำกัด) 

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ (9 มีนาคม 2561) เป็นต้นไป 

คลิ๊กที่นี่เพื่อดูโปสเตอร์รายละเอียดกิจกรรม: 

https://drive.google.com/file/...

คลิ๊กที่นี่เพื่อดูข้อเสนอโครงการ:

https://drive.google.com/file/...


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2018 เวลา 10:51 น.
 

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียนให้ถึงระดับปริญญาเอก?

พิมพ์ PDF

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียนให้ถึงระดับปริญญาเอก?

ผมเป็นคนชอบการเรียนรู้ หากเป็นไปได้จะพยายามเข้าสัมมนาและเรียนในหลักสูตรต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการอ่านหนังสือที่มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้ในตัวเอง ผมมองว่าการยอมให้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ จะทำให้ชีวิตเราทำประโยชน์ได้มากขึ้น

เมื่อไม่นานนี้ ผมได้อ่านบทความหนึ่งในนิตยสาร Forbes – The 400 Richest People in America ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2017 เป็นเรื่องเกี่ยวกับระดับการศึกษาของเศรษฐีในสหรัฐอเมริกา โดยเปิดประเด็นว่า การศึกษาถึงระดับปริญญาเอกจำเป็นหรือไม่ เราจำเป็นต้องสำเร็จการศึกษาสูงถึงระดับใด ถึงจะมีโอกาสเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกได้

การศึกษาระดับปริญญาเอกคืออะไร? สามารถช่วยให้มีความรู้มากขึ้นสำหรับการประกอบอาชีพได้จริงหรือไม่? หรือเป็นการเรียนเพียงเพื่อให้ได้ปริญญา หรือแท้จริงแล้ว เป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจดีในการแสวงหาความรู้

การจบการศึกษาระดับปริญญาเอกอาจไม่ได้รับรองว่า จะทำให้เราเป็นเศรษฐีระดับโลกได้ เพราะจากการจัดอันดับของ Forbes 400 ที่เป็นเสมือนเครื่องมือที่สะท้อน “ความเพียงพอ” ของระดับการศึกษาต่อการเป็นเศรษฐีสหรัฐฯ พบว่า การศึกษา “ระดับปริญญาตรี” ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเป็นเศรษฐีในสหรัฐ

บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกส่วนใหญ่ใน Forbes 400 มองว่า การเรียนสูงขึ้นไม่ได้ทำให้ได้รับอะไรไปมากกว่า “ใบปริญญา” แม้ในกลุ่ม Forbes 400 มีคนจบปริญญาตรีถึงร้อยละ 84 ก็ตาม ซึ่งตัวเลขนี้นับว่าเป็นจำนวนที่สูงเมื่อเทียบกับเพียงร้อยละ 33 ของกลุ่มผู้ใหญ่ชาวอเมริกาทั้งประเทศที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

ประเด็นที่น่าสนใจคือ มหาเศรษฐีที่ถูกจัดอันดับใน Forbes 400 ถึงร้อยละ 23 จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก หรือสถาบันกลุ่มไอวี่ ลีกส์ (Ivy League Institution) เช่น มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นต้น ขณะที่คนอเมริกันทั่วไป มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 0.8 ที่จบจากไอวี่ ลีกส์ ซึ่งอาจแสดงว่าคุณภาพการศึกษาคงมีผลต่อความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม บุคคลใน Forbes 400 จำนวนหนึ่งขอพักการเรียนเพื่อออกมาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของตนเอง ที่เห็นได้ชัด คือ บิล เกตต์ และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ขอพักการเรียนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

นอกจากนี้ จากรายชื่อเศรษฐีประจำปี 2017 ใน Forbes 400 มีถึง 47 คน ที่ขอพักการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและวิทยาลัย เพื่อเข้าสู่เส้นทางการทำงาน และมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก

ก่อนที่จะตอบคำถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียนให้ถึงระดับปริญญาเอก?” เราคงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “ปริญญาเอก” คืออะไร รวมถึงต้องถามย้อนกลับไปว่า เป้าหมายชีวิตคืออะไร ความสามารถ ความถนัด ความชอบ จุดแข็ง จุดเด่นในตัวคุณคืออะไร และต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า วันนี้เราค้นพบตัวเองแล้วใช่หรือไม่

หากเป้าหมายในชีวิตของเราจำเป็นต้องใช้การศึกษาระดับสูงเป็นเครื่องมือ ก็จงเรียนให้สูงและไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับผม การศึกษาระดับปริญญาเอกโดยแท้ คือ การเริ่มหัดเรียนรู้วิธีผลิตและหัดผลิตความรู้ใหม่ให้โลก ผ่านการทำวิจัย เพราะการทำวิจัยแท้ คือ การผลิตความรู้ใหม่ให้โลก และพร้อมพัฒนาอยู่เรื่อยๆ เพื่อก้าวไปให้ถึงสุดพรมแดนความรู้ในแต่ละศาสตร์หรือวิชานั้นๆ คนจบปริญญาเอกที่แท้จริงมีคุณภาพ จึงมีโอกาสเป็นวิสามัญชนที่สร้างคุณูปการแก่โลก ด้วยการค้นหาและบริจาคความรู้ใหม่แก่มนุษยชาติ ผมจึงเห็นคุณค่าคนเรียนจนจบปริญญาเอก

การสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกที่แท้จริงตามนิยามของผมนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องลงมือทำอย่างทุ่มเท จริงจัง และให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ในชีวิต ดังคำของผมที่พูดอยู่เสมอๆ ว่าคำว่าบังเอิญ ไม่มีในพจนานุกรมของความสำเร็จ”

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า มหาเศรษฐีระดับโลกหยุดการเรียนรู้ตั้งแต่ออกจากสถาบันการศึกษา แต่เป็นที่ทราบอยู่โดยทั่วกันว่า คุณสมบัติที่มหาเศรษฐีเหล่านี้มีตรงกัน คือ การรักการเรียนรู้ ดังนั้นแม้พวกเขาไม่ได้จบปริญญาสูง แต่ความรู้ทั่วไปที่พวกเขามีอาจไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้จบปริญญาเอก เพียงแต่ไม่ถูกรับรองด้วยใบปริญญาเท่านั้น

หลายครั้ง ผลงานที่เทียบเท่าระดับปริญญาเอก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ทว่าอาจจะเกิดขึ้นในองค์กร บริษัท หน่วยงานใดๆ ได้ทั้งสิ้น หากมีการทำวิจัยหรือการผลิตองค์ความรู้สิ่งใหม่ๆ ให้กับโลกได้สำเร็จ

ดังตัวอย่าง Facebook ที่สามารถแปรเปลี่ยนผลงานวิจัยและพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Facebook Live API ที่ให้สามารถถ่ายทอดสดได้จากทุกอุปกรณ์และทุกที่ในโลกใบนี้ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากกับการดำรงชีวิตของมนุษย์และธุรกิจสื่อโทรทัศน์ โดยก่อนหน้านี้ Facebook ได้ทำให้ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ต้องปิดตัวกันถ้วนหน้า

ความสำเร็จของเศรษฐีและผู้มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน ต่างเกิดขึ้นจากการค้นพบตัวเองแล้วทั้งสิ้น กล่าวคือ มักค้นพบและมีเป้าหมายชีวิตบางอย่างที่ชัดแจ้งหรือซ่อนอยู่ ค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข รู้ว่าตัวเองชอบและเก่งในเรื่องใด รู้ว่ากำลังจะเดินไปในทิศทางใด อันเห็นได้จากผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมา ทั้งด้านรายได้ ความมีชื่อเสียง และผลกระทบอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อสังคม ประเทศและโลกในวงกว้าง

สุดท้าย ผมขอสรุปว่า การจะเป็นเศรษฐีระดับโลก โดยปกติไม่สามารถเป็นไปได้ด้วยความบังเอิญ แต่มักเกิดจากการมีเป้าหมายในชีวิต และทำในสิ่งที่ตรงกับความถนัดของตนเอง ตลอดจนการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษา หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองก็ตาม

ในภาพระดับประเทศ การสร้างคนให้มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสาขาอาชีพใด เราจำเป็นต้องพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศให้มีคุณภาพระดับโลก การศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษาต้องไม่เป็นเรือนจำทางปัญญาที่ดีแต่สร้างคนที่มีความรู้ท่วมหัว แต่กลับเอาตัวไม่รอด แต่ต้องเป็นเรือนเพาะชำทางปัญญาเพื่อเมื่อจบการศึกษาไป ไม่ว่าระดับใดจะสามารถเติบโตทางความรู้และปัญญาได้อย่างแท้จริง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน http://www.kriengsak.com

Catagories: 

การศึกษา

Friday, 9 February, 2018 - 14:09


 

เรียนรู้มหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคมที่สหราชอาณาจักร ๘. หุ้นส่วนนวัตกรรม

พิมพ์ PDF

เพื่อบรรลุประเทศไทย ๔.๐ ตัวขับเคลื่อนสำคัญ ๓ ตัวคือ  การริเริ่มสร้างสรรค์  นวัตกรรม  และบูรณาการ    มหาวิทยาลัย ๔.๐ จึงต้องพัฒนาขีดความสามารถในการทำงานสร้างสรรค์    โดยต้องเปลี่ยน mindset จากการทำงานนี้ด้วยตนเองแบบแยกส่วน เป็นร่วมมือกับผู้อื่น หรือภาคส่วนอื่น    คือต้องทำงานนวัตกรรมร่วมกับหุ้นส่วนนั่นเอง    โดยจุดเน้นของเป้าหมายนวัตกรรมคือการยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และกลไกการจัดการในภาคส่วนต่างๆ เน้นที่ภาครัฐ 

ในการไปร่วมประชุมและดูงานครั้งนี้ไม่มีหัวข้อ engagement for innovation เลย    ดังนั้นบันทึกในหัวข้อนี้จึงได้จากการสังเกตและตีความของผมทั้งสิ้น 

มีหลักการที่ผมเรียนรู้จากหลายแหล่งว่า หากต้องการให้เกิดนวัตกรรม ต้องส่งเสริม “กิจกรรมข้ามแดน” คือให้มีการออกไปนอกความเคยชินเดิมๆ   ออกไปเผชิญความแตกต่างหรือความแปลกใหม่ของ “ดินแดนอื่น” วงการอื่น  หรือหลักการอื่น    กิจกรรม PE จึงน่าจะเป็น “ปุ๋ยอันโอชะ” สำหรับ “ต้นไม้นวัตกรรม”

 

นวัตกรรมในการวิจัย

นวัตกรรมอันแรกที่ผมจับได้มาจากหลักการ co-creation    และพบที่ UCL ดังได้เล่าแล้วในตอนที่ ๔ คือเรื่อง co-production in health research   ที่เขาใช้ผู้ป่วยโรคจิตเป็น “หุ้นส่วน” ในการวิจัยโรคนั้น    เพื่อนำ “ข้อมูลมือหนึ่ง” (first-hand information) จากตัวผู้ป่วยเอง นำมาเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลเพื่อพัฒนาบริการบำบัดรักษาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น   ผมตีความว่า เป็นนวัตกรรมในระเบียบวิธีวิจัย (research methodology innovation) ที่นำเอาผู้รับผลจากงานวิจัยมาเป็นหุ้นส่วนของการวิจัยด้วย    หลักการนี้น่าจะนำไปสู่นวัตกรรมในการทำงานสร้างสรรค์อีกหลายด้าน  

 

นวัตกรรมจากการทำงานหุ้นส่วนสังคม

ที่จริงโครงการ PE ทั้งภาพใหญ่ ที่จัดการโดย NCCPE มีเป้าหมายสร้างนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัย    คือเคลื่อนไปเป็น engaged university (https://www.publicengagement.ac.uk/sites/default/files/publication/manifesto_for_public_engagement_final_january_2010.pdf)   ในมุมมองนี้ มหาวิทยาลัยที่ผูกพันกับสังคมเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่   และเป็นนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่    มีการเรียนรู้และพัฒนาการต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด 

นวัตกรรมที่ผมสะดุดใจ มาจาก  Working Session : Museum-university partnerships : what have we learned?   โครงการ TORCH ของมหาวิทยาลัย Oxford ที่มีวิธีที่แยบยลในการ engage นักวิชาการสายมนุษยศาสตร์เข้ากับสังคม    รายละเอียดจะแยกไปเล่าในตอนที่ ๑๐

 

นวัตกรรมในการทำงานร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน

นวัตกรรมจากการเป็นหุ้นส่วนกับภาคธุรกิจเอกชน เป็นเรื่องที่เข้าใจกันโดยทั่วไปและเห็นภาพเป็นรูปธรรมที่ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีนวัตกรรม    แต่มักเป็นหุ้นส่วนภาคธุรกิจขนาดใหญ่   สำหรับประเทศไทยส่วนที่น่าสนใจคือหุ้นส่วนกับ SME   ซึ่งประชาคมยุโรปมี EU Framework Programme for Research and Innovation ที่เรียกว่า Horizon 2020     ระบุ Innovation in SMEs ที่ https://ec.europa.eu/programmes/horizon2020/en/h2020-section/innovation-smes    

 

นวัตกรรมทางสังคม  

HEFCE ได้เผยแพร่ บล็อก เรื่อง How higher education can support social innovation (http://blog.hefce.ac.uk/2016/03/03/how-higher-education-can-support-social-innovation/)    เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๙  ประกาศให้ทุน Social Innovation ๖ โครงการเป็นเงินรวม ๙๘,๐๐๐ ปอนด์     ต่อเนื่องจากกิจกรรม Social Innovation Sandpit  http://www.hefce.ac.uk/news/newsarchive/2016/Name,107622,en.html      จะเห็นว่า เขาใช้เงินไม่มากดึงดูดให้มหาวิทยาลัยรวมตัวกันทำงานสร้างนวัตกรรมทางสังคม 

 

นวัตกรรมในการใช้นักศึกษาเป็นภาคีพัฒนาพื้นที่

เรื่องนี้เล่าไว้แล้วในตอนที่ ๕ เรื่อง Student capital : the power of student engagement https://www.bristol2015.co.uk/media/filer_public/6f/d3/6fd3fa25-0041-4c9e-a3dd-ed2b55f07073/bristol_method_student_capital_module_finalml.pdf    ซึ่งผมตีความว่าเป็นทั้งนวัตกรรมของบทบาทนักศึกษาต่อการพัฒนาพื้นที่  และนวัตกรรมด้านการเรียนรู้     

 

นวัตกรรมด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลง

นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากการเดินทางไปประชุมและศึกษาดูงานครั้งนี้ คือ นวัตกรรมด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลง (change management) ต่อสถาบันอุดมศึกษา ที่สหราชอาณาจักรดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ   และเมื่อศึกษาในเว็บไซต์ก็พบว่าประชาคมยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ก็ดำเนินการในลักษณะคล้ายคลึงกัน    เพื่อ transform อุดมศึกษา ให้มี mindset, วิธีการ, และวัฒนธรรมหุ้นส่วนสังคม (public engagement)  

มองจากมุมของไทย นวัตกรรมที่ผลเห็นคือยุทธศาสตร์จัดการการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก  ใช้พลังของความรู้, การริเริ่มสร้างสรรค์, การเรียนรู้, ข้อมูล, และกระบวนการเครือข่าย ในการขับเคลื่อน

ที่ผมติดใจมากคือ การสร้าง platform และ framework ของระบบภาพใหญ่    เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ภาคีมองเห็นภาพใหญ่ ให้รู้ว่าเป้าหมายเชิงอุดมการณ์คืออะไร  เป้าหมายเชิงรูปธรรมคืออะไรบ้าง  ยุทธศาสตร์ของการบรรลุเป้าหมายคืออะไรบ้าง    และกิจกรรมเพื่อการบรรลุเป้าหมายมีอะไรบ้าง    ตนเองอยู่ตรงไหน มีระดับของการเชื่อมโยงหุ้นส่วนอยู่ในระดับไหน    เพื่อจะได้หาทางพัฒนาตนเอง    โดยตัวช่วยสำคัญคือกรณีตัวอย่างความสำเร็จขององค์กรในเครือข่าย  และข้อมูลจากการประเมินการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่เป็นระยะๆ   รายละเอียดของ framework อยู่ในตอนที่ ๕

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ธ.ค. ๖๐

ห้อง ๓  ที่พักบ้านสวนครูกบ  ต. นาหินลาด  อ. ปากพลี  จ. นครนายก



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2018 เวลา 15:32 น.
 

ชีวิตที่พอเพียง 3081. ชีวิตที่ดี

พิมพ์ PDF

บทความเรื่อง There is No One Wayto Live a Good Life เขียนโดย Scott Barry Kaufman ลงในนิตยสาร Scientific American Mind ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๖๑ น่าอ่านมาก    มีความสุ่มลึกมาก

แค่สังกัดของผู้เขียนก็น่าสนใจแล้วคือเป็นผู้อำนวยการสถาบันชื่อ Imagination Institute  และเป็นนักวิจัยและอาจารย์ที่ Positive Psychology Center  แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย    ท่านแต่งหนังสือด้าน cognitive psychology ที่น่าอ่านหลายเล่ม

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคำว่า humanistic psychology

ชีวิตที่ดีไม่ได้มีแบบเดียว    ผู้เขียนเสนอสองแนวทาง 

แนวทางแรกเรียกว่า แนวทางอุทิศตน (surrender yourself) แก่อุดมการณ์สูงส่ง

แนวทางที่สองเรียกว่า แนวทางพัฒนาเต็มศักยภาพ (fully human) แห่งความเป็นมนุษย์     มองมนุษย์เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความดี   ซึ่งหากมีดินดีน้ำดีก็จะพัฒนาเต็มศักยภาพ    ซึ่งผมคิดว่าจริงๆ แล้วมีความซับซ้อนมาก    และมองมนุษย์คนเดียวโดดๆ ไม่ได้   คนเราพัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นและสิ่งอื่น    เป็นผลของ connectedness    

ไม่ว่าแนวทางใดชีวิตที่ดีต้องบรรลุสภาพ “เหนือตัวตน” (transcend yourself)   

อ่านวิธีที่ผู้เขียนศึกษา Abraham Maslow และเถียงข้อเขียนของ David Brooks  เรื่อง When Life Asks for Everything แล้วผมศรัทธามาก    ที่จริงข้อเขียนของ David Brooks ก็ลุ่มลึกมาก   การถกเถียงกันเช่นนี้แหละที่ผมชอบอ่าน   เพราะมันประเทืองปัญญา 

ผู้เขียนบอกว่า David Brooks ตีความ Abraham Maslow ผิด    และเมื่ออ่านบทความทั้งหมดแล้ว    ผมชื่นชอบที่นักเขียนทั้งสองถกเถียงกันด้วยการตีความMaslow   ออกสู่สาธารณะ  ช่วยการเรียนรู้ความเข้าใจชีวิตที่มีความสุข   

ผมชอบมาก ที่ Kaufman เล่าว่าในตอนช่วงปลายชีวิต Maslow เขียนเถียงทฤษฎี hierarchy of needs ของตนเอง    ว่าพัฒนาการด้านจิตใจคนไม่ได้หยุดแค่ระดับ self-actualization   เพราะนั่นเป็นการมองจำกัดที่ตนเอง    ยังมีขั้นพัฒนาการที่สูงขึ้นไปอีกคือการทำดีเพื่อผู้อื่น    เขายกคำหลายคำที่แสดงระดับพัฒนาการของมนุษย์ได้แก่ morality, compassion, authenticity, responsibility, และ respect for individual difference   

และ Maslowยังศึกษาแนวทางพระโพธิสัตว์ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

สุดยอดของข้อเขียนนี้คือประโยคสุดท้าย  “ .. it is implied that the best way to transcend the ego is via having a strong identity”   ซึ่งสะกิดให้ผมคิดต่อว่านี่แหละ เป้าหมายของการศึกษา   ที่เราต้องวางรากฐานให้แก่เด็ก

ที่จริงบทความของ David Brooks ก็ประเทืองปัญญาสุดๆ   เขาเสนอพัฒนาการของมนุษย์สองแนวทาง คือ แนวทาง ความสุข ๔ ชนิด  กับแนวทางระดับความต้องการ (hierarchy of needs) ของ Maslow  ต้องอ่านเองนะครับจึงจะได้ความมัน

วิจารณ์ พานิช

๒๔ ธ.ค. ๖๐

ห้อง 623, Flora Creek Resort, หางดง,เชียงใหม่


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2018 เวลา 15:37 น.
 


หน้า 7 จาก 390
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile ย่อ 4 ธ.ค.2560
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
บัญชีรายชื่อกรรมการ 15 มีนาคม 2560 ลงนาม
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC Profile.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 774
Content : 2147
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 4175469

facebook

Twitter


บทความเก่า