Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

พลังแห่งวัยเยาว์ : 3. พื้นที่เรียนรู้

พิมพ์ PDF

บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้ ตีความจากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups ซึ่งเป็นหนังสือ New York Times Bestseller  เขียนโดย Erika Christakis ผู้เคยทำงานเป็นครูเด็กเล็ก  ได้รับใบรับรองคุณวุฒิครูก่อนอนุบาลถึง ป. ๒ ของรัฐแมสซาชูเซทส์  สหรัฐอเมริกา     และเคยเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเยล ที่ The Yale Child Study Center    หนังสือเล่มนี้สื่อสารว่า เด็กเล็กมีพลังของการเรียนรู้มากกว่าที่เราคิด    โดยที่เด็กจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา     หากผู้ใหญ่ทำความเข้าใจเด็ก และรู้วิธีส่งเสริมการเรียนรู้    เด็กจะเติบโตเต็มศักยภาพและเป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคม มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากมาย  

ตอนที่ ๓ พื้นที่เรียนรู้ ตีความจากบทที่ 2 Goldilocks Goes to Daycare : Finding the Right Zone for Learning 

เด็กมีความช่างสังเกตมากกว่าที่เราคิด    หากผู้ใหญ่เข้าไปรับรู้ ชวนคุยชวนคิด ชวนค้นหาความหมาย    เด็กจะได้เรียนรู้มากมาย สนุกสนาน และมีความสุข    หนังสือบอกว่า เด็กเปรียบประดุจ “intuitive scientist”    ที่หากผู้ใหญ่รู้จักวิธีพูดคุยเชื่อมโยง    เด็กจะค่อยๆ เข้าใจความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง

 

ความคาดหวังที่ผิด (ของผู้ใหญ่)

หนังสือสาธยายสภาพแวดล้อมของศูนย์เด็กเล็ก (และโรงเรียนอนุบาล) ที่จัดขี้นตามจินตนาการของผู้ใหญ่    ว่าเหมาะสมต่อการกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก    และผมเดาว่าอีกส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความประทับใจแก่พ่อแม่ที่ไปส่งลูก    ว่าโรงเรียนเต็มไปด้วยภาพฝาผนัง โปสเตอร์  และวัสดุประกอบการเรียนรู้ สำหรับให้บุตรหลานของตนได้เรียน

แต่นั่นคือความเข้าใจที่ผิด

สภาพแวดล้อมเทียมหรือปลอม สู้สภาพจริงของธรรมชาติ หรือชีวิตจริงไม่ได้    ภาพวาดทิวทัศน์สวยงาม แตกต่างหลากหลายสภาพธรรมชาติ    สู้นกที่ร้องอยู่นอกหน้าต่างห้องเรียนไม่ได้    ภาพผีเสื้อหรือผึ้งที่ฝาผนัง สู้ผีเสื้อหรือผึ้งตัวจริงที่บินหรือตอมดอกไม้ในสวนไม่ได้    เพราะของจริงกระตุ้นความสนใจของเด็กได้ดีกว่า    และช่วยให้เด็กได้ฝึก “สัมผัสทั้งห้า” ที่นำไปสู่การกระตุ้นพัฒนาการของสมอง     กระตุ้นการเชื่อมโยงใยประสาทในสมอง    ได้แก่ได้ฝึกความเป็นคนอยากรู้อยากเห็น  ฝึกสำรวจ  ฝึกผัสสะ  ฝึกเชื่อมโยง   ฝึกแก้ปัญหา    ที่เป็นพื้นฐานความสำเร็จในการเรียนวิชาการ  และความสำเร็จของชีวิตในภายหน้า  

ผลการวิจัยบอกว่า สภาพแวดล้อมเทียมดังกล่าว กลับมีผลลบต่อพัฒนาการเด็ก   

เพราะเป็นการจัดสถานที่ภายใต้กระบวนทัศน์ที่ผิด    คือมองศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลเป็น “สถานีเติมน้ำมัน”  หวังใส่ความรู้เข้าไปในสมองที่ว่างเปล่า     ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่ผิดโดยสิ้นเชิง    ต่อสมองเด็ก และต่อการเรียนรู้ของเด็ก

สมองเด็กไม่ได้ว่างเปล่า     แต่เต็มไปด้วยหน่ออ่อนของศักยภาพในการเรียนรู้    และเด็กชั้นเด็กเล็กและอนุบาลมีความรู้อยู่บ้างแล้ว    สำหรับใช้เป็น “ความรู้เดิม” (prior knowledge / met before)  เป็นเครื่องดักจับความรู้ใหม่ และต่อยอดความรู้ความเข้าใจให้เชื่อมโยงและลึกยิ่งขึ้น   

การเรียนรู้ก็ไม่ใช่กระบวนการเอาความรู้จากภายนอกเทใส่สมองเด็ก    ไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้     แต่เป็นการกระตุ้นให้เด็กสนใจ  สังเกตเพื่อเก็บข้อมูล  นำมาตีความหาความหมาย เชื่อมโยงกับความรู้ความเข้าใจเดิม    คือเป็นการสร้างความรู้ใส่ตัว    ไม่ใช่รับความรู้จากภายนอก   

สภาพของการจัดสภาพแวดล้อมของศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ จึงเป็นสภาพที่ขัดกัน ไม่เข้ากัน ระหว่างความคาดหวังของผู้ใหญ่ กับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก   

ที่ท้าทายต่อครูเด็กเล็กยิ่งกว่านั้นคือ พื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสม  และพัฒนาการตามปกติ ของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน    และเด็กบางคนอาจแตกต่างจากเด็กทั่วไปมาก    จนผู้ใหญ่และครูเข้าใจว่าเด็กผิดปกติ    จึงมีการตีตราเด็กบางคนว่าเป็นโรค ADHD (Attention-Deficit, Hyperactive Disorder), โรคพัฒนาการด้านการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อผิดปกติ (developmental coordination disorder), โรคพัฒนาการของการรับรู้ประสาทสัมผัสผิดปกติ (sensory processing disprder)    ถึงกับบริษัทยาในต่างประเทศสร้างสถานการณ์ให้มีการวินิจฉัยเด็กกลุ่มหนึ่งให้เป็นโรค ADHD    และได้รับยารักษาโรค    ก่อผลร้ายต่อเด็กจำนวนมาก (ดู https://www.nytimes.com/2013/12/15/health/the-selling-of-attention-deficit-disorder.html)  

คุณค่าสำคัญที่สุดของศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล คือ พื้นที่สำหรับฝึกปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น     และสิ่งที่ผู้ใหญ่พึงตระหนักไว้เสมอคือ    เด็กที่ความประพฤติเลวร้ายรุนแรง อาจเป็นเด็กที่สมองเลิศอย่างที่สุด    เป็นเด็กที่ถูกทำร้ายโดยหลักสูตรที่แข็งทื่อ จับเด็กอยู่ในกรงขัง     วิญญาณเสรีของเด็กเหล่านี้ทนไม่ได้    เพราะเขาสนใจสภาพแวดล้อมตามธรรมชาตินอกห้องเรียนมากกว่า    เด็กเหล่านี้ถูกทำร้ายโดยระบบการศึกษาที่อ้างการฝึกวินัยให้แก่เด็ก   

ข้อเตือนใจพ่อแม่และครูเด็กเล็กคือ พัฒนาการเด็กไม่เป็นเส้นตรง    และพัฒนาการก้าวกระโดดในทักษะด้านหนึ่งอาจชะลอพัฒนาการด้านอื่น หรืออาจถึงกับเป็นพัฒนาการถอยหลัง    สภาพเช่นนี้อาจสังเกตเห็นวันต่อวัน    เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ควรตื่นตกใจ   

 

เน้นที่ประสบการณ์ของเด็ก

หนังสือบอกว่า ในสหรัฐอเมริกา พ่อแม่ที่ส่งลูกเข้าศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาล ใช้เงินถึงหนึ่งในห้าของรายได้ทั้งหมดเพื่อการนี้    แต่รู้น้อยมากว่าลูกได้ฝึกหรือเรียนรู้อะไรบ้างที่นั่น    และแม้แต่ประสบการณ์ของเด็กที่บ้านของตัวเอง พ่อแม่ก็อาจไม่เข้าใจประสบการณ์จริงๆ ของลูก    ว่าได้ช่วยเอื้อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการของเด็ออย่างไรบ้าง

คือผู้ใหญ่มีแนวโน้มจะมองเด็กจากมุมมองของผู้ใหญ่    ไม่พยายามและเรียนรู้ที่จะเข้าใจเด็กจากมุมมองของเด็ก   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กโดยยึดมุมมองหรือโลกทัศน์ของเด็กเป็นตัวตั้ง    ไม่เอาผู้ใหญ่เป็นตัวตั้ง   

เขาบอกว่า ตามปกติเด็กจะสนใจชีวิตตอนเป็นผู้ใหญ่   แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่มักไม่สนใจชีวิตตอนเป็นเด็ก    โลกทัศน์เช่นนี้แหละที่นำไปสู่การจัดชั้นเรียนในชั้นเด็กเล็กแบบถ่ายทอดความรู้ (DI – Direct Instruction)   ซึ่งเป็นวิธีจัดชั้นเรียนของเด็กเล็กที่ผิด  

วิธีที่ถูกต้อง คือทางสายกลาง    เปิดช่องให้เด็กได้เรียนสนองความอยากรู้อยากเห็นของตน    แต่ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้ฝึกฝนวินัยในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย  

 

หลักการสำคัญ

หลักการสำคัญของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กคือ อย่าเน้นใช้หลักสูตรมาตรฐานตายตัว   อย่าเน้นใช้ตำรามาตรฐาน ที่เน้นพัฒนาความรู้    แต่ให้เน้นจุดไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) ของเด็กให้ลุกโพลง    รวมทั้งเน้นความสร้างสรรค์ ให้โอกาสเด็กสร้างความหมาย และสร้างสรรค์สิ่งที่ตนสนใจ    คือให้เน้นเรียนรู้จากการลงมือทำ    เน้นฝึกความช่างสังเกต    กล้าทำหรือสร้างสรรค์ตามความท้าทาย    กล้าคิดหาความหมายของสิ่งต่างๆ ตามการตีความของตน  แม้จะแตกต่างจากการตีความของผู้อื่น   และเน้นเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น   เน้นการรู้จักฟังความเห็นของผู้อื่น   และเน้นการมีอารมณ์ขัน  

การเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ จะช่วยให้เด็กพัฒนา EF ของตนขึ้นมา    EF (Executive Functions) เป็นทักษะด้านการควบคุมกำกับตนเอง  มีทิศทางทางเป้าหมายของตนเอง   รู้จักรอ หรือผลัดกันให้โอกาสกับเพื่อน     

 

พลังคำถาม และการเสวนา

ผู้เขียน เล่าเรื่องการไปสังเกตการณ์วงเสวนาที่ครู Winnie สอนชั้นเด็กเล็ก อายุ ๔ ขวบ    เรื่องปลามีกระดูกหรือไม่    อ่านถ้อยคำเสวนา และวิธีที่ครูดำเนินการเสวนาแล้ว ผมนึกถึงวิธีสอนแบบ โสกราติก (Socratic teaching) (1)    

ครูทำหน้าที่ตั้งเรื่อง  จัดเอกสารประกอบการเรียน    เริ่มด้วยครูตั้งคำถาม แล้วฟัง    ฟังให้เข้าใจวิธีคิดของเด็ก    ประเมินความรู้เดิม (prior knowledge) ของเด็ก   ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็กจากคำพูดและพฤติกรรม    และตั้งคำถามหรือชวนเสวนาเพื่อกระตุ้นการคิด    ในหนังสือระบุว่าเด็กทักท้วงที่เพื่อนคนหนึ่งพลิกสารานุกรมสำหรับเด็กในหัวข้อที่กำลังเสวนา เพื่อค้นหาหลักฐานประกอบการตอบ ว่าทำผิดกติกา ที่ตกลงกันไว้ว่านักเรียนจะไม่เปิดหนังสือหาคำตอบ    ให้นักเรียนคิดเอง     ครู Winnie ช่วยอธิบายแก้ไขความขัดแย้งของเด็กในกรณีนี้

วงเสวนาในกลุ่มเด็กกับครูดังกล่าว คือวงเรียนวิธีคิด และฝึกให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง    เป็น “พื้นที่ทางสังคม” ของเด็ก เพื่อการเรียนรู้สู่พัฒนาการเด็ก    โดยเป้าหมายสำคัญที่สุดของการเรียนคือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และสมรรถนะและคุณลักษณะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ตัวอื่นๆ (เช่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะทางสังคม ทักษะความร่วมมือ  คุณลักษณะด้านความอยากรู้อยากเห็น  การริเริ่ม)    ไม่ใช่สาระความรู้

ผมขอเสนอว่า ครูเด็กเล็กต้องได้รับการฝึกทักษะอย่างที่ครู Winnie ทำ     ไม่ใช่ทักษะการใช้แบบเรียนหรือตำราสอนเด็ก

ทักษะที่ครู Winnie แสดงออกในวงเสวนาคือ ทักษะการโค้ชเด็กให้คิดแบบภาพรวม (organic whole)    คือเชื่อมโยงประเด็นหรือเรื่องเข้าเป็นภาพใหญ่ ที่เสมือนมีชีวิต งอกงามได้    ไม่มองสิ่งต่างๆ แบบแข็งทื่อตายตัว    ครู Winnie คอยตรวจสอบคลังคำของเด็กแต่ละคนที่กล่าวออกมา  และทำหน้าที่กล่าวย้ำคำสำคัญ     คอยช่วยทำให้การเสวนาดำเนินไปตามเป้า ไม่ออกนอกทาง    รวมทั้งคอยช่วยย้ำหรือทำให้คำอธิบายที่ถูกต้องของนักเรียนชัดขึ้น เข้าใจได้ง่ายขึ้น

สรุปว่า ครู Winnie ไม่สอนโดยตรง     แต่ทำหน้าที่ “คุณอำนวย” และ โค้ช    โค้ชให้ศิษย์ตัวน้อยสร้างและสั่งสม “ทักษะนักวิจัย” ที่เรียกว่า transferable skills    คือทักษะนำความรู้ในบริบทหนึ่งไปทดลองใช้ในอีกบริบทหนึ่ง     ซึ่งก็คือทักษะการคิดนั่นเอง    เด็กที่ผ่านการเรียนชั้นเด็กเล็กแบบนี้ จะมีความเป็นตัวของตัวเอง     

คิดอีกที คนที่มีความสามารถขนาดครู Winnie ควรได้รับค่าตอบแทนที่สูง     ครูเด็กเล็กของไทยที่พิสูจน์ตนเองว่ามีความสามารถสอนแบบโสกราติกได้อย่างดี ควรได้รับค่าตอบแทนเดือนละไม่ต่ำกว่า ๔๐,๐๐๐ บาท (เงินเดือนเฉลี่ยของครูไทยขณะนี้เดือนละ ๔๑,๐๐๐ บาท  ยังไม่รวมค่าวิทยะฐานะ ... ข้อมูลนี้กล่าวโดย นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ในการประชุมภาคีการศึกษาไทย  ๒ เมษายน ๒๕๖๑  ที่ธนาคารไทยพาณิชย์)    เพื่อดึงดูดคนมีความสามารถและรักเด็ก  รักงานจัดการเรียนรู้แก่เด็กเล็ก    สำหรับเป็นฐานสร้างพลเมืองคุณภาพสูงสู่ประเทศไทย ๔.๐   

 สิ่งจูงใจเด็กให้เรียนรู้

หลักสูตรชั้นเด็กเล็กมาตรฐาน  ที่เน้นเตรียมความพร้อมในการเรียนโดยให้เด็กรู้จักตัวอักษร  คำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรนั้นๆ   และให้รู้จักตัวเลข การบวกลบเลข    มีจุดอ่อนที่ไม่กระตุ้นความสนใจอยากรู้อยากเห็นของเด็ก    เพราะสิ่งที่เรียนไม่เชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เห็นในชีวิตประจำวัน    ไม่เชื่อมโยงกับความรู้เดิม (prior knowledge) ของเด็ก   วิธีการเช่นนี้ ทั้งไม่ได้ผล และไม่มีประสิทธิภาพ    เพราะเด็กเรียนเพราะถูกบังคับให้เรียน    เป็นการเรียนแบบไร้จุดหมาย

ตรงกันข้าม  การเรียนที่มีเป้าหมาย (สำหรับเด็ก) เช่น ให้คุกกี้ ๙ ชิ้นแก่เด็ก ๓ คน    บอกให้แบ่งเท่าๆ กัน    เด็กจะเรียนวิธีหารได้ทันที    แม้ให้ ๑๐ ชิ้น  แล้วให้แบ่งเท่าๆ กัน เด็กก็ทำได้   

เด็กเรียนได้ดีกว่า และเร็วกว่า หากได้เรียนฝึกทักษะที่ซับซ้อน (complex skills) เช่นความเข้าใจรูปทรง  ทักษะการช่วยเหลือแบ่งปันกับเพื่อน  และทักษะทางสังคมอื่นๆ    หลังจากนั้น การเรียนทักษะชั้นเดียว (simple skills) เช่นการจำตัวอักษร ตัวเลข ที่เป็นการเรียนแบบรับถ่ายทอดความรู้ (Direct Instruction) จะทำได้ง่าย    แต่หากเริ่มเรียนโดยการเรียนทักษะชั้นเดียว  จะไม่ช่วยการฝึกทักษะเชิงซ้อนในภายหลัง   

ในความเป็นจริง การเรียนของเด็กต้องเป็นแบบผสม    คือส่วนใหญ่เป็นการเรียนแบบลงมือทำ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่อยากรู้    แต่ก็ต้องมีการเรียนแบบรับถ่ายทอดความรู้บ้าง เท่าที่จำเป็น    เช่น เรียนวิธีแปรงฟันที่ถูกวิธี  วิธีล้างมือให้ถูกวิธี  ออกเสียงคำภาษาอังกฤษที่ลงท้ายด้วย th ให้ถูกต้อง   

วิธีเรียนที่ต้องไม่ทำ คือฝึกเด็กให้เรียนท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง

หลักสูตรที่ช่วยให้เรียนรู้ได้ดี คือ หลักสูตรแบบเน้นเรียนโดยเล่นและทดลองค้นคว้าเอง (play-based, exploratory curriculum)    ประกอบกับการเรียนเป็นกลุ่มแบบ Socratic method  

 

 

อย่าหลงหลักสูตรมาตรฐาน

หลักสูตรแบบนี้มีหนังสือประกอบการสอนที่ครูใช้สอนเด็ก โดยการอ่านให้เด็กฟัง แล้วตั้งคำถามหรือเสวนากับเด็กทั้งชั้น   ที่เรียกว่า shared reading   เป็นวิธีที่มีจุดอ่อนในระดับปฏิบัติของครู  “คือสอนเพื่อสอบ” (teach to the test)    เพื่อสนองผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยเหนือ ว่าตนได้สอนตามที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนดไว้แล้ว    เมื่อมีศึกษานิเทศก์มาทดสอบเด็กก็ทดสอบทักษะวิชาตามที่กำหนดไว้   

ชั้นเด็กเล็กแบบนี้ ทำลายเด็ก มากกว่ามีคุณ

 

ข้อจำกัดของการสอนแยกส่วน

ชั้นเด็กเล็กในปัจจุบัน ติดกับดักของการเรียนแบบแยกส่วน (fragmented learning)    ตรงกันข้ามกับการเรียนรู้ที่แท้จริง ที่ต้องเรียนแบบเชื่อมโยงชิ้นส่วน   ที่เรียกว่า เรียนแบบองค์รวม (holistic learning)   

การเรียนรู้ที่ดี ต้องเรียนแบบเชื่อมโยงกับสภาพจริง  หรือเรียกว่าเชื่อมโยงกับบริบท (context-based learning)    หรือเชื่อมโยงกับคุณค่า (value-based learning)

หัวใจคือ สอนหรือฝึกเด็กให้มีทักษะขั้นต่ำ (lower-level skills) ก่อน  แล้วค่อยๆ ฝึกทักษะที่สูงขึ้นๆ ในด้านการเรียนรู้ (high-level cognition)    ผมมีความเป็นว่า “ทักษะขั้นต่ำ” ในที่นี้เป็นถ้อยคำที่ก่อความเข้าใจผิดได้ง่าย    เช่นทักษะการเป็นคนช่างสังเกต  ฝึกได้ง่ายตอนเป็นเด็กเล็ก    ถือเป็น “ทักษะขั้นต่ำ” ในการฝึก    แต่เมื่อเติบโตขึ้น ในทางปฏิบัติ ทักษะความช่างสังเกตนี้ ถือเป็นทักษะขั้นสูง สำหรับชีวิตที่ประสบความสำเร็จ   

แต่วิธีจัดการศึกษาที่ทำกันมานานเป็นร้อยปี    เน้นการเรียนแบบแยกส่วน    ยิ่งศึกษาสูงขึ้นไปยิ่งเน้นทักษะแยกส่วน    ทักษะแยกส่วนกลายเป็นทักษะขั้นสูง    ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด    ทักษะที่สูงกว่าแยกส่วน คือทักษะสังเคราะห์ประกอบชิ้นส่วนสู่องค์รวมที่มีคุณค่าและความหมายที่สูง   

ลงท้ายก็ต้องเรียนแบบผสม คือทั้งแยกส่วนและรวมส่วนเป็นองค์รวม    การเรียนแบบองค์รวมคือการเรียนแบบเน้นการทำกิจกรรม (activity-based learning)              

 

ฝึกเป็นโค้ช

ทั้งพ่อแม่และครูต้องฝึกเป็นโค้ชให้แก่ลูกหรือลูกศิษย์    โดยต้องทำสองอย่างคู่กัน    เขาใช้คำที่ขึ้นต้นด้วยตัว c คือ calibrating กับ coaching

Calibrate คือวัดหรือตรวจสอบนั่นเอง    หลักการคือ เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการแต่ละด้านไม่เหมือนกัน    พ่อแม่และครูต้องรู้ว่าพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กไปถึงไหนแล้ว    และช่วยโค้ชตามสภาพนั้นๆ    อย่าโค้ชตามที่บอกไว้แบบมาตรฐานกลางในหนังสือหรือตำรา   

หลักการของการจัดการเรียนในชั้นเด็กเล็ก คือส่งเสริมการช่วยตัวเองของเด็ก    ซึ่งในทางปฏิบัติคือ ต้องส่งเสริมตามระดับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน เป็นรายคน   เพื่อลงรายละเอียด “พื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสม” (right zone for learning) สำหรับเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน

 

พลังของการสังเกต

นี่คือคำแนะนำต่อพ่อแม่และครู ในการทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนให้เด็กค้นพบกิจกรรมที่มีความหมายต่อตนเอง    โดย  (๑) จัดวงเสวนา ดังกรณีตัวอย่างครู Winnie   (๒) สังเกต   (๓) ฝึกตั้งคำถามปลายเปิด (open-ended question)       

หลักการสำคัญเพื่อเพิ่มพลังสังเกตเด็กคือ “ไม่มีความจำ ไม่มีความต้องการ” (no memory, no desire)    คือไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง    เอาพฤติกรรมของเด็กในปัจจุบันขณะเป็นตัวตั้ง        

คำพูดหรือคำถามปลายเปิด ช่วยให้เด็กแสดงความคิดของตนออกมาโดยไม่มีสิ่งใดขวาง     เช่น เด็กวาดรูปลงบนกระดาษด้วยสีดินสอเครยอง     ผู้ใหญ่ดูแล้วอุทานว่า หนูวาดรูปบ้านสวยจัง    นี่เป็นคำพูดปลายปิด เป็นคำชมผสมการตีความ ว่าที่เด็กวาดเป็นรูปบ้าน    คำพูดที่ปลายเปิดสุดๆ คือ   “อธิบายเรื่องรูปที่หนูวาดให้เพื่อนๆ ฟังหน่อยได้ไหม”   

ผมตีความว่า คำพูดหรือคำถามปลายเปิด เป็นตัวกระตุ้นให้เด็กไตร่ตรองสะท้อนคิดสิ่งที่ตนทำ     เป็นสุดยอดของการเรียนรู้    คือเด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทำ (action)  ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection)



วิจารณ์ พานิช        

๗ เม.ย. ๖๑


 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 10 กรกฏาคม 2018 เวลา 21:31 น.
 

สัญญาที่ไม่เป็นธรรม

พิมพ์ PDF


สัญญาที่ไม่เป็นธรรม

ข้าพเจ้าได้รับจดหมายจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ เรื่องต่ออายุกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย โดยมีข้อความดังนี้

“ตามที่ท่านเป็นลุกค้าเงินกู้ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตามบัญชีเงินกู้ XXXXX  และทำประกันอัคคีภัยเพื่อคุ้มครองสิ่งปลูกสร้างไว้กับกลุ่มบริษัทพันธมิตร ในรูปแบบการรับประกันภัยร่วมเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของท่าน ซึ่งกลุ่มพันธมิตรมีความยินดีของแจ้งเงื่อนไขความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยให้ท่านทราบตามเอกสารแนบท้ายนั้น

เนื่องด้วยกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับปัจจุบันของท่านจะสิ้นสุดความคุ้มครอง ดังนั้น เพื่อให้ทรัพย์สินของท่านได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงขอให้ท่านต่ออายุกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย โดยชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย เป็นเงินจำนวน ๒,๒๐๕.๐๘ บาท (สองพันสองร้อยห้าบาทแปดสตางค์) ซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองประกันภัย ๓ ปี    ให้ท่านชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยรวมกับเงินงวดปกติ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๑ ได้ตั้งแต่วันที่ ๒-๓๑ พฤษภาคม”

ข้าพเจ้าเช็คเงินต้นคงเหลือที่ยังเป็นหนีธนาคารตามบัญชีเงินกู้ที่ธนาคารระบุมาในจดหมาย พบว่ามีจำนวน ทั้งสิ้น 17,471.18 บาท ( หนึ่งหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยเจ็ดสิบเอ็ดบาทสิบแปดสตางค์ ) โทรติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารตามเบอร์โทรศัพท์ที่แจ้งไว้ในจดหมาย เพื่อแจ้งว่าจะไม่ขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ต้องต่อเพราะระบุไว้ในสัญญา ข้าพเจ้าแจ้งไปว่าสัญญาที่ธนาคารกำหนดเป็นสัญญาที่ไม่ยุติธรรม ธนาคารเอาเปรียบลูกค้ามาก ข้าพเจ้ากู้เงินธนาคารมาแค่ล้านกว่าๆ แต่มูลค่าที่ดินและทรัพย์สิน ของข้าพเจ้าที่จำนองไว้มีมูลค่า ประมาณแปดล้าน  ธนาคารยังบังคับให้ผู้กู้ต้องทำประกันเพื่อให้ธนาคารเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย อีก  เป็นการผลักภาระให้กับลูกค้าเพื่อผลประโยชน์ของธนาคารเอง ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าทีดีของธนาคารมาตลอดมา ชำระค่าผ่อนหนี้เป็นประจำไม่เคยช้าและขาดแม้นแต่งวดเดียว

หลายๆคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกธนาคารทำและมีระบุอยู่ในสัญญา ทำให้ลูกค้าเงินกู้ธนาคารถูกเอาเปรียบจากธนาคาร อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีการแก้ไขหรือสร้างความเป็นธรรม จึงขอให้ช่วยกันพิจารณาครับว่าสมควรจะปล่อยให้ธนาคารเอาเปรียบลูกค้าเงินกู้ของธนาคารอยู่อย่างนี้ต่อไปหรือไม่    

ข้าพเจ้าได้ติดต่อขอให้ผู้บริหารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ นำเรื่องของข้าพเจ้าไปพิจารณา เนื่องจากข้าพเจ้าจะไม่ยอมจ่ายค่าต่ออายุกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ด้วยสาเหตุดังนี้

๑.ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าที่ดีของธนาคารมาตลอด ดอกเบี้ยก็ไม่ลดให้ ทั้งๆที่ตอนนี้ลูกค้าใหม่ได้รับข้อเสนอ จ่ายดอกเบี้ยต่ำ กว่าที่ข้าพเจ้าจ่ายอยู่

๒.มูลค่าที่ดินและทรัพย์สินที่ข้าพเจ้าจำนองไว้กับธนาคารมีจำนวนมากพอที่ธนาคารจะนำไปขายเพื่อชดใช้ค่าหนี้สินที่ข้าพเจ้ายังมีอยู่กับธนาคาร  ถ้าข้าพเจ้าไม่ยอมใช้หนี้ (หลักประกันมีจำนวนสูงกว่าเงินกู้หลายเท่าตัว)

๓.ข้าพเจ้ากำลังติดต่อขายบ้านและที่ดินที่อาศัยอยู่  เพื่อนำเงินไปใช้หนี้สินให้หมด หาซื้อบ้านพร้อมที่ดินหลังใหม่ที่เล็กลง เหลือเงินเพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายจนกว่าจะสิ้นชีวิต  สามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ ได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลในการหาเงินมาผ่อนหนี้ธนาคารทุกเดือน  การเสียเงินเพื่อต่ออายุกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย เป็นการเสียเงินที่ไม่เกิดประโยชน์ แถมเป็นการยอมให้ธนาคารละเมิดสิทธิส่วนตัวของข้าพเจ้า

๔.ข้าพเจ้าอยากให้ผู้บริหารธนาคารอาคารสงเคราะห์มีจิตสำนึก ถึงความถูกต้องและความเป็นธรรม ลูกหนี้ของธนาคารก็คือลูกค้าของธนาคาร ท่านควรจะดูแลและให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม ไม่ควรเอาเปรียบลูกค้า มากจนเกินไป

๕.ข้าพเจ้าอยากฝากเรื่องนี้ให้กับ ผู้บริหารประเทศชาติ ที่ท่านว่าท่านทำเพื่อประชาชน ช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิที่เท่าเทียม ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ไม่ให้ถูกเอาเปรียบ สร้างความเป็นธรรม  ถ้าท่านนำเรื่องที่ข้าพเจ้ายกขึ้นมานี้ ไปแก้ไข ข้าพเจ้าจึงจะยอมรับว่าท่านทำเพื่อความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

๖.ข้าพเจ้าอยากจะฝาก สมาชิกรัฐสภา พิจารณานำเรื่องการออกกฎหมาย และการออกกฎข้อบังคับ จากหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งสัญญาต่างๆที่ไม่เหมาะสม กฎข้อบังคับต่างๆที่ออกมาเอื้อประโยชน์ต่อข้าราชการหรือต่อหน่วยงานต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน สร้าง อุปสรรค ความไม่สะดวก ในการปฏิบัติของผู้ที่ต้องการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย

สรุปประเด็น ที่นำเสนอเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นธรรมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ผู้บริหารประเทศควรเอาใจใส่ดูแลไม่ปล่อยให้ ผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภค จนเกินไป

๑.การประกันภัย ควรเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์สิน ว่าสมควรจะทำประกันหรือไม่ ไม่ใช่ต้องถูกบังคับให้ทำประกัน

๒.ธนาคารผู้ให้กู้ มีผลประโยชน์คิดเป็นดอกเบี้ยจากผู้กู้ (ลูกค้า)  ถือเป็นการทำการค้า  ธนาคารได้บวกต้นทุนและกำไรไว้แล้ว แถมเรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันจากผู้กู้ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าเงินที่ธนาคารให้กู้ไป แค่นี้ก็ได้เปรียบผู้กู้ หรือลูกค้ามากพอแล้ว ยังไม่รู้จักพอ ยังเอาเปรียบมากขึ้น โดยให้ผู้กู้ต้องทำประกันภัย และยินยอมให้ทางธนาคารเป็นผู้รับสินไหมจากการประกันภัย เพื่อนำมาหักจำนวนเงินกู้ที่ยังเหลือค้างก่อน เหลือเท่าไหร่จึงจะมอบให้ผู้ประกัน ซึ่งเป็นผู้กู้(ลูกค้า) สัญญาแบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นการเอาเปรียบลูกค้าแล้วจะเรียกว่าอะไร ธนาคารอ้างว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของลูกค้า เป็นการโกหกแบบไม่มีความอาย

๓.ผู้บริหารบ้านเมือง ผู้ออกกฎหมาย หรือ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องสัญญา เคยพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่

หม่อมหลวงชาญโชติ ชมพูนุท

๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑



แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 10 กรกฏาคม 2018 เวลา 21:30 น.
 

บทความจากรายการวิทยุ Human Talk ประจำวันที่ 29 เมษายน 2561

พิมพ์ PDF

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวว่า เหตุการณ์เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ดึงดูดความสนใจของคนไปทั้งโลก มีบทเรียนน่าสนใจมาก ส่วนในไทย จากนี้ไปการเมืองก็จะมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว รายการ Human Talk เป็นรายการเน้น 2R’s พูดความจริง Reality เข้าใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานแล้วและ Relevance มีความสำคัญต่อโลก เช่น ให้เกิดสันติภาพ เหมือนศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์สอนหนังสือ ถ้าประสบการณ์น้อย ก็จะนำตำราฝรั่งที่เรียนจากต่างประเทศมาพูด ลอกเขามา เวลาศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์สอนก็มักจะให้ลูกศิษย์สรุปมาเป็นประเด็นหลักๆ ส่วนมาก เขาก็จะคิด บางคนชอบเปิดตำรา ถ้าให้สรุป 2 เรื่องคืออะไร การสรุปจะต้องเป็นสิ่งที่อยู่ในสมองเรา ถ้าเรียนมาแล้ว ก็ต้องจับประเด็นให้ได้ ถ้าจับประเด็นไม่ได้ ความรู้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ลอกเขามา สัปดาห์ที่รายการวิทยุตอนนี้ออกอากาศ บทความของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์กล่าวถึงทฤษฎี 2R’s ของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ Reality และ Relevance

หลักสูตรที่จัดเพื่อสมาชิก Human Talk เรื่องศาสตร์พระราชากับผู้นำ 4.0 แล้วพาไปดูงานที่เขื่อนสิรินธรและดอยตุงแบ่งเป็น 2 หลักสูตร คนสนใจจำนวนมากแล้ว เวลาไปดูงานก็ไปพบปะกับชุมชน ถ้าใช้ HRDS แบ่งปันความสุข Happiness ยกย่องให้เกียรติ Respect ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา Dignity และ Sustainability ใช้ศาสตร์พระราชา พยายามทำตามแนวคิดของเรา เราอายุมากแล้วก็หาความรู้โดยเรียนจากลูกศิษย์และทำรายการวิทยุ ถ้าทำแล้วไม่ได้คิด จะพัฒนาอย่างไรก็ลำบาก

คุณวิชัย วรธานีวงศ์ กล่าวว่า กรณีเกาหลีครั้งนี้เป็นการสะท้อนหลายอย่าง สิ่งที่เราได้ดูทุกวันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แล้วมีความจริงแฝงอยู่ พอเกิดเหตุการณ์ เราก็ต้องค้นหาแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นเชิงบวก เชิงลบ จะรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร เพราะฉะนั้นกรณีเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องหาความจริงแล้วติดตามกันต่อไปว่าจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ผู้นำเกาหลีเหนือไปเจอกับทรัมป์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวว่า ความจริงกรณีเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ทรัมป์เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เพราะสถานการณ์เปลี่ยน อันแรกก็คือ Reality พูดถึง New Reality ความจริงใหม่ ประเทศใดก็ตามที่ลงทุนทางการทหารมากเกินไปจะมีผลกระทบต่อประชาชนของเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ มนุษยชน ก็กดดันเขามาก ทุกวันนี้โลกเปิด แม้เกาหลีเหนือจะถูกปิดหูปิดตา เขาก็อาจจะเลิกคิดว่าทำไมประเทศตนต้องมีการปกครองแบบเกือบจะเป็นครอบครัว คิมจองอึนเป็นรุ่นที่ 3 ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ก็มีการลงทุนเรื่องนิวเคลียร์ ทำสงครามมาก นี้เอาเงินไปใช้นิวเคลียร์ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ไปซื้อปืนมากขึ้นแต่เนยน้อยลง (Gun and Butter) Butter คือเศรษฐกิจ ตอนหลัง เข้าใจว่า ถูกกดดันมากจึงยากจนลง ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ตอนหลัง คิมจองอึนชอบยิงจรวดใน 3-4 เดือนที่ผ่านมาหรือ 6 เดือนที่ผ่านมา เขาก็ยิงถี่มากขึ้น ในการยิงแต่ละครั้งต้องใช้เงินเท่าไร เบื้องหลังของการยิงต้องเตรียมทุกอย่าง เตรียมการวิจัย การพัฒนา เสร็จแล้วเกาหลีเหนือก็ไม่มีอะไร เป็นประเทศด้อยพัฒนาอยู่ ด้อยกว่าเราด้วย ถ้าใช้เงินไปในการนี้มากๆ ประชาชนก็ลำบาก New Reality ก็คือเขาก็จะถูกกดดันมีข่าวว่าในบางส่วนของเกาหลีเหนือก็มีตลาดมืดขึ้นมาเพราะสินค้าถูกคว่ำบาตร แม้กระทั่งประเทศจีน ถ้าเราใช้ 2R’s ก็จะทำให้เข้าใจความจริงว่า มันเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนไป ต้องหาจุดที่ไปแก้ปัญหาไม่ว่าทั้งระดับบุคคลองค์กร Relevance ก็คือทำอย่างไรจึงจะจัดการประเด็นเหล่านั้น ก็นำประเด็นเหล่านั้นมาเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในการที่จะเลือก ที่ทำเรื่อง 2R’s เพราะการเรียนยุคต่อไปจะมีข้อมูลมาก ถ้าเราไม่เลือกประเด็นหลักที่ทำให้เราอยู่รอด เราก็อาจจะเรียนไปเรื่อยๆ ไม่สามารถจะเลือกสิ่งที่แหลมคม การดำเนินนโยบายเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นการเรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนไป แล้วเลือกประเด็นที่แหลมคม ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ลองเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โอลิมปิกฤดูหนาว ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ไม่ใช่คนบ้าอำนาจ ในอดีต เขาเป็นทนายสิทธิมนุษยชน แต่ถ้าเขามองความจริงผิด ไปกดดันเกาหลีเหนือให้จัดการสิทธิมนุษยชน เขาก็บิดประเด็น ตอนนี้ก็ต้องทำให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นมิตรกันก่อน ถ้ายิงผิดแล้วระเบิดมาลงที่กรุงโซล ถ้าหัวจรวดเกิดเป็นนิวเคลียร์ด้วย มันใกล้มาก ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เคยเป็นเลขาธิการอดีตประธานาธิบดี Roh Moo-hyun ข้อดีของเขาคือเรียนรู้จากประสบการณ์ จังหวะที่เข้ามาคือประธานาธิบดีหญิงคนที่แล้วเข้าคุก พอเขาเด่นขึ้นมาก็ตั้งใจจะเจรจา ส่วนใหญ่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เป็นลูกไล่ของสหรัฐอเมริการวมถึงการทูต โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า เกาหลีใต้เน้นสันติภาพมากเกินไป เวลาเขาคิดอะไรก็หาทางประนีประนอมจึงใช้การทูตภาคประชาชน เริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว เกาหลีใต้เชิญเกาหลีเหนือมาร่วมโอลิมปิก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้การทหารมากก็ไม่ดี ควรใช้ตรงประเด็น Relevance เปลี่ยนไปบ้าง เช่น เน้นกีฬา เศรษฐกิจ ทำการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดประโยชน์ขึ้นอย่างจริงจัง รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมได้พาทูตไปที่เชียงรายซึ่งใครก็พาไปได้ ควรจะพาไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้างเพื่อให้เห็นความจริงว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิดไว้ ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมเก่งจริง ต้องนำวัฒนธรรมของพหุวัฒนธรรมให้ทูตไปเยี่ยม ถ้าจัดจริง ทูตก็จะไป เรื่องกีฬาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ก็มีกีฬาก็เริ่มมีความสัมพันธ์กันแล้วก็มีศรัทธา ถ้าศรัทธาเกิดขึ้นระหว่างสองคนแม้จะมีความขัดแย้งกันแต่ก็ไว้ใจซึ่งกันและกัน เหมือนมีเพื่อนหรือพันธมิตรถ้าไว้ใจกันแม้มีความคิดขัดแย้งกันเล็กๆน้อยๆก็ยกโทษให้กันและกัน 


นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาก็พูดเรื่องนี้มากและสนใจ Speed of Trust ก็ต้องสร้างขึ้นมาจริง ทุกวันนี้ ถ้ามีศรัทธาซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ทำไม่ได้ นี่สำคัญที่สุด อีกเรื่องที่สำคัญคือ ตัวละคร ตอนนี้ไม่ได้มีทรัมป์คนเดียว พี่ก็มีข้อดีตรงที่เล่น 2 บทคือเล่นบทแรง อย่างโอบามาเป็นสุภาพบุรุษ ไม่พูดจารุนแรง แต่ทรัมป์เน้น Fire and Fury อย่าประมาทฉันนะ Rocketman ไปที่ไหน ทรัมป์ก็พูดขวานผ่าซาก ในด้านจิตวิทยา อาจยิงเข้ากะโหลกคิมจองอึนก็ได้ ถ้าพลาดขึ้นมา ก็ไปสั่งจรวดรบ เพราะแถบนั้นมีทหารอเมริกันอยู่มาก เคยมีการยิงกันแล้วที่ซีเรีย มีการกดปุ่มได้ การขู่กัน การมีตัวละครแบบทรัมป์ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  อีกประเด็นคือ อย่าลืมสีจิ้นผิง เขานั่งในคณะมนตรีความมั่นคง เขาไม่เคยขัดแย้งคว่ำบาตร จริงๆแล้ว สีจิ้นผิงไม่อยากให้เกาหลีเหนือพ่ายอย่างหมดท่า ถ้าพ่ายหมด จีนต้องรับผิดชอบ แต่จีนก็รู้ว่า คิมจองอึนยิงจรวดข้ามไปมา ก็ไม่ดีสำหรับโลก สีจิ้นผิงก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการคว่ำบาตร ถ้าเศรษฐกิจของจีนและเกาหลีเหนือไม่ต่อท่อซึ่งกันและกัน เกาหลีเหนือก็ต้องขายถ่านหิน จีนก็อาจจะช่วยเหลือ การเช็คกันว่า สีจิ้นผิงมีบทบาทค่อนข้างมาก แล้วยังมีญี่ปุ่น คือ อาเบะมีบทบาทสำคัญ เวลาพูดถึงตัวละครไม่ควรคิดถึง 2 คน เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ แต่ต้องคิดถึงสหรัฐ บางครั้งก็เป็นผู้นำที่คาดไม่ถึง พูดแรงวันหนึ่ง พอบอกว่า จะเจอกันก็ตกลง จะตกลงกันก็ต้องวางแผนล่วงหน้า ก็ต้องมีคนวางแผนก่อนว่า จะพูดเรื่องอะไร แต่ทรัมป์ตกลงทันที ทำให้คิมจองอึนภูมิใจในเกาหลีเหนือ ต้องไม่ลืมน้องสาวของคิมจองอึน คราวที่แล้วก็มีบทบาทค่อนข้างจะมาก เหตุการณ์นี้จะนำไปสู่อะไรแล้วจะนำบทเรียนนี้ไปช่วยประเทศเราอย่างไร

คุณวิชัย วรธานีวงศ์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเป็นหลัก เรื่องเกาหลีคงมีอุณหภูมิที่ลดลงถ้าเกาหลีเจรจาเรียบร้อยแล้วสหรัฐอเมริกาก็จะช่วยจุดไฟหรือทำให้เย็นลง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องดูพฤติกรรมทรัมป์ให้ดีเพราะทรัมป์เป็นนักเจรจาต่อรอง เวลาเขาคิด เขาก็คิดการอยู่รอดของเขา เขาจะใช้จังหวะกดดันหรือสร้างภาพ ต้องยอมรับว่า ทรัมป์เน่าหลายเรื่อง เขาสะสมความไม่ดีไว้มาก

ในสหรัฐอเมริกา วันหนึ่งต้องตั้งผู้ตรวจสอบ เช่น คุณมูลเลอร์ เมื่อตรวจสอบไป ก็พบอะไรหลายอย่าง ไม่ดีกับทรัมป์แม้จะเป็นประธานาธิบดี แต่ก็มีความวิตก

สอง เราต้องมองไปที่คิมจองอึนด้วยว่า ของแท้ของเขาคืออะไร ถ้าเข้าใช้ Reality ความจริงที่มันเปลี่ยนแปลง ถ้าเขารู้ว่าวันนี้ คนของเขาอดอยาก และกดดัน ไม่ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ประชากรเกาหลีเหนือเสียชีวิตนับล้านคนเพราะความอดอยาก ในสังคมเปิดของโลก ก็ไม่มีความลับ คนเกาหลีเหนือก็คงเป็นคนฉลาด มีบางกลุ่มที่อยากทำให้ประเทศของเขามีความหมาย เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะวิเคราะห์ต่อไป

คุณวิชัย วรธานีวงศ์ กล่าวว่า บทเรียนจากเรื่องนี้ที่ภาคการเมืองไทยต้องดูคือ ความสามัคคีเป็นบ่อเกิดสำคัญของความอยู่รอดของชาติ 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 10 กรกฏาคม 2018 เวลา 21:24 น.
 

มนุษย์เป็นสัตวประเสริฐ

พิมพ์ PDF

 มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ

สงกรานต์ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเอ็ดมาถึง เป็นช่วงแห่งวันหยุดวันขึ้นปีใหม่ไทย หลายคนวางแผนการท่องเที่ยวพักผ่อน หลายคนเลือกพักผ่อนอยู่กับบ้าน ผมเองวางแผนกลับบ้านที่เมืองกาญจนบุรี นอนในบ้านเล็กในป่าใหญ่ที่สร้างไว้บนที่ดินที่แม่มอบให้ไว้เป็นมรดกก่อนแม่จะโบกมือลากลับสู่สรวงสวรรค์ไปก่อนหน้า แถมยังสั่งให้ดูแลที่ดินไว้ดีๆ สักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยตามแม่มา ผมว่า แม่มีอารมณ์ขัน ขันได้แม้กระทั่งความตายที่กำลังคุกคามเคาะประตูเรียกหาอยู่เป็นระยะ ผมหวังว่าจะกลับไปทำตามคำสั่งแม่ “สักระยะ” ของแม่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด                 หลังการสอบปลายภาคปีนี้บางช่วงหนาว บางช่วงร้อน ซึ่งค่อนข้างแปลกอย่างเห็นได้ชัด เวลาเปลี่ยนไป ฤดูกาลเปลี่ยนไป โลกเป็นเช่นนี้เอง ช่วงแล้งนี้ ผมอยากกลับไปนอนอยู่ที่บ้าน ปลูกต้นไม้รอเกษียณในอีกสามปีข้างหน้า งานเกษตรเป็นงานที่ต้องรอเวลา ไม่ทันใจ เป็นเรื่องของการวางแผน การทำงานแบบต่อเนื่อง การทำงานคนเดียว และเอาผลงานไปประสานกับผู้อื่น เป็นการฝึกตนเองไปด้วยในคราวเดียวกัน                 เคยศึกษามาว่า คำว่ามนุษย์ แปลว่าประเสริฐ มาจากคำว่า มนะ+อุษยะ โดยตรงตัวแล้วหมายถึงผู้มีจิตใจสูง ซึ่งก็คือประเสริฐนั่นเอง แต่จะจิตใจสูงหรือประเสริฐได้นั้น เพราะการฝึก เกิดเป็นคนแล้วจึงต้องฝึก มิใช่รอให้ประเสริฐเกิดขึ้นเอง ดังนั้นเมื่อเกิดเป็นคนหรือมนุษย์แล้วจึงต้องฝึกกันเอาเอง ฝึกน้อยได้น้อย ฝึกมากได้มาก แล้วแต่ว่า ใครจะเลือกฝึกอะไร ฝึกทางดีทางถูก ย่อมได้ผลดี ฝึกทางไม่ดี ไม่ถูกย่อมได้ผลเป็นลบ หลังจากผ่านโลกมายาวนาน 56 ฤดูฝน ผมมองเห็นว่า คนเราต้องฝึกตนเองใน 3 เรื่อง ฝึกตนเองในรักการเรียนรู้ ฝึกดูแลร่างกายสังขารของตัวเองเอาไว้ ฝึกตนเองให้รักการปฏิบัติธรรม                 กล่าวถึงข้อหนึ่งก่อน บางคนรักการเรียนรู้มาแต่แรก บางคนไม่เคยรัก แต่ว่าต่อมาเห็นความจำเป็นของความรู้เลยตั้งใจศึกษา กลายเป็นความคุ้นเคยกับการหาความรู้ ระหว่างการแสวงหาความรู้ก็มีความยินดี มีความสุขไปตามลำดับของการหา เช่นการอ่านหนังสือ สมัยก่อนผมเอง กว่าจะอ่านหนังสือได้สักเล่มก็ยากนักหนา ถึงตอนนี้ชินกับการอ่านแล้ว หนึ่งเล่มที่เราถูกใจแทบไม่อยากให้จบ อยากอ่านไปเรื่อยๆ เสียดายเกรงว่าจะจบเสียก่อน

นึกย้อนหลังไปราวปี 2523 ผมเริ่มได้คิดว่า การศึกษามีความสำคัญต่อชีวิต จึงพยายามบังคับตัวเองให้อ่าน ให้ท่องตำราเรียนต่างๆ มากยิ่งขึ้น อ่านหนังสือเรื่องสั้น นิยาย นิทานธรรม เรื่องราวในพระศาสนามากยิ่งขึ้นตามลำดับ จนเริ่มรู้สึกว่า การศึกษามีคุณค่าทำให้ความคิดอ่าน ทางโลกทางธรรมเปลี่ยนไปในทางที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

แรกๆ ความรักในความรู้เกิดจากความต้องการนำการศึกษาไปเป็นอาชีพในภายภาคหน้า นานเข้าความรักในความรู้มากขึ้น กลายเป็นความพึงพอใจในการอ่านการศึกษา การศึกษาจึงก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ การรับหน้าที่ เป็นครูสอนนักธรรม ทำให้ต้องตั้งใจศึกษามากยิ่งขึ้น การเรียนต่อในระดับที่สูงๆขึ้น ทำให้ต้องอ่านหนังสือมากยิ่งขึ้น การศึกษาในทางโลก มุ่งเน้นวิชาชีพ ส่วนวิชาทางธรรมเน้นการดูแลจิตใจ

จึงพอสรุปได้ว่า การศึกษานั้นต้องค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า ด้วยการสร้างความสนใจ ความเคยชินต่อการศึกษา ด้วยการฝึกการอ่าน เรื่องราวที่ชอบ ผมชอบอ่านบทกวี เริ่มจากผลงานของสุนทรภู่ อ่านมากแล้วก็อยากเขียนบ้าง เขียนไปเรื่อย ผิดบ้างถูกบ้าง ว่างก็หันมาอ่านหนังสือพระเจ้า 500 ชาติ  เป็นเรื่องนิทานชาดก เรื่องการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธองค์ครั้งเสวยพระชาติต่างๆ อ่านพระเจ้าสิบชาติ ทรงสร้างบารมีสิบทัศน์ อ่านนิยายจีนกำลังภายในที่อุดมด้วย หลักธรรม คำคม ข้อคิด ชีวิตรัก อ่านนิยายผจญภัยในป่า แล้วเลยมาถึงเรื่องเพชรพระอุมา อ่านจนวางหนังสือไม่ลง เพราะความอยากรู้ตอนต่อๆไปของเรื่องราว                เห็นได้ว่า การหาความรู้นั้นการอ่านเป็นแค่ส่วนหนึ่ง คนเราอาจฝึกการหาความรู้ด้วยวิธีการอื่นได้ เช่นการฟัง การสนทนา การลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ล้วนเป็นการฝึกตนทั้งสิ้น ยิ่งฝึกยิ่งเกิดความเคยชิน ติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปเลยทีเดียว เรียกว่าลงทุนแล้วคุ้มค่า ระหว่างการอ่านเดิมนั้น รู้สึกขัดเคืองอารมณ์ เพราะไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ เป็นเวลาแห่งความทุกข์ พอคุ้นชินแล้วกลายเป็นเวลาแห่งความสุขได้                ข้อสอง ฝึกดูแลสังขารร่างกายของตน ตอนวัยเยาไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับร่างกายเท่าใดนัก เพราะยังแข็งแรงใช้งานได้ดี แต่การศึกษาทางพระศาสนาสอนให้เรารู้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยมาเตือนอยู่เป็นระยะ บางคนยังหลงระเริงไม่ทันได้สังเกตคำเตือน บางคนศึกษาหลักธรรมทางพระศาสนามาพอควรจะสังเกตได้เห็นและทัน เราต้องใช้ร่างกายนี้สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ ร่างกายอ่อนแอ ร่างกายพิกลพิการ ก็ยิ่งต่อฝึกออกกำลังกายให้มากขึ้น หนักขึ้น เพื่อให้รองรับการงานที่เราต้องใช้ร่างกายเป็นส่วนประกอบ ฝึกร่างกายคือการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างการแข็งแรง ทำงานได้หลายอย่างได้มาก จะฝึกได้ก็ต้องเห็นประโยชน์ก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ฝึก เพราะการฝึกเป็นเรื่องเหนื่อยหน่าย เหนื่อยก็อย่างหนึ่ง หน่ายก็อย่างหนึ่ง แต่หากฝึกจนเคยชินแล้ว ผู้นั้นย่อมได้รับการชดเชยสารแห่งความสุข (Growth Hormone) หลังการฝึกออกกำลังกายอย่างหนัก                ข้อที่สามฝึกตนเองให้รักการปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก ทั้งที่การปฏิบัติธรรมนั้นอยู่ใกล้ตัว ที่ว่ายาก เพราะไม่รู้จักวิธีการอย่างหนึ่ง และเพราะความไม่คุ้นเคยกับการปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง เรื่องง่ายกลายเป็นยาก ที่ว่าไม่รู้ เพราะไม่รู้จักว่า การปฏิบัติธรรมนั้นทำอย่างไร เริ่มต้นอย่างไร ขั้นกลางทำอย่างไร ขั้นปลายทำอย่างไร ไม่รู้จักว่าการปฏิบัติธรรมนั้นมีประโยชน์อย่างไร

ผมเริ่มเรียนรู้การปฏิบัติธรรมจากการฟัง คนใหญ่ๆ คุยกัน เป็นพระหลวงตาบ้าง พระหนุ่มบ้าง เณรน้อยบ้าง ญาติโยมคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่มักจะจับกลุ่มสนทนาธรรมกันในวันธัมมัสสวนะ สมัยเก่านั้น คนเข้าวัดเพื่อหาบุญ บุญจากการได้พบสมณะผู้สงบ บุญจากการฟังธรรม บุญจากการสนทนาธรรม ผมเป็นเณรน้อยบวชใหม่ แอบนั่งต่อท้ายฟังเขาสนทนากัน เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ได้ผสมจิบน้ำร้อนน้ำชาไปกับเขา อบอุ่นใจดี

จำได้ว่า ครั้งหนึ่งหลวงตากล่าวปริศนาธรรมขึ้นระหว่างวงสนทนาเรื่องการปฏิบัตธรรม “หงส์ทองทั้งคู่ ตัวหนึ่งอยู่ ตัวหนึ่งไป ใครจับได้ประเสริฐนักแล” เณรน้อยสงสัยเพราะความไม่รู้ จึงถามว่า “หงส์จริงๆ หรือเปล่าครับ” หลวงตาตอบขณะจิบน้ำชาควันลอยหอมกรุ่น “หงส์ในที่นี่คือลมหายใจของคนเรา ตัวที่อยู่ คือลมหายใจเข้า ตัวที่ไป คือลมหายใจออก” เณรน้อยงง “แล้วจะจับไปทำไมครับ” หลวงตายิ้มคลึงถ้วยน้ำชาในมือช้าๆ สายตามองควันจากถ้วยเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งอื่นรอบตัว “จับคือนึก ตรึกตรอง กำหนดรู้ว่า ขณะนี้เห็นหงส์ตัวใด ตัวที่อยู่ หรือตัวที่ไป จับลมหายใจเข้า จับลมหายใจออกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ”

ผมนั่งฟังไป จิบน้ำชาไป คอยต้มน้ำร้อนถวายพระ เติมน้ำในกาต้มบ้าง ใสถ่านในเตาบ้าง ไปเรื่อยๆ ชีวิตของเณรตามชนบททั่วไทยก็เป็นเช่นนี้ เณรน้อยองค์เดิมสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ “แล้วได้อะไรครับ จับอยู่อย่างนี้” หลวงตาพูดเบาๆ เหมือนรำพึงกับตัวเอง “อย่างนี้แหละ เรียกว่าปฏิบัติธรรม” “อ่อ ครับ การจับหงส์คือการปฏิบัติธรรม” หลวงตาอดยิ้มไม่ได้ “กำหนดลมหายใจเข้าออกนั่นแหละ อย่าไปจับหงส์เข้าจริงๆ ละ”

“พอเข้าใจครับ กำหนดอย่างนี้แล้วได้ประโยชน์อย่างไรครับ” เณรน้อยถามอย่างเอาใจใส่ “จิตใจจะหยุดนิ่ง หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญท่านบอกว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดคิดเรื่องอื่น คิดอยู่เรื่องเดียว พอจิตรวมเป็นหนึ่ง คิดอยู่เรื่องเดียวจนเคยชินเรียกว่า ฌาน พระสอนว่า จิตหยุดนิ่งชั่วช้างกระดิกหู ชั่วงูแลบลิ้น อานิสงส์มากกว่าสร้างโบสถ์สร้างศาลา ขอให้เณรขยันทำเข้า ปฏิบัติเข้า ใครทำใครได้”

เณรน้อยทำหน้างงหนัก “ทำจิตให้หยุดนิ่งได้บุญขนาดนี้เลยหรือครับ” “ใช่ซิ พระอาจารย์กี่รูปกี่องค์ก็พูดสอนกันมาอย่างนี้ทั้งนั้น” “ทำไมหรือครับ” “เพราะจิตหยุดนิ่งเป็นบันไดขั้นแรกที่จักก้าวไปสุ่ความสำเร็จ จิตหยุดนิ่งทำให้เกิดพลัง ใช้จิตที่หยุดนิ่งแล้ว พิจารณาไตรลักษณ์ ลักษณะ 3 ประการ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์แปรปรวนไป อนัตตามิใช่ตัวตน ยึดถือไม่ได้ จิตหยุดนิ่งแล้ว จิตจึงมีความละเอียดประณีตควรแก่การงาน”

เณรน้อยนั่งเงียบนิ่งนาน หลวงตามองแล้วเข้าใจว่า เณรอายุยังน้อย คงเข้าใจสิ่งที่ท่านพูดไปได้ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็มีประโยชน์ต่อการสนทนา เพราะมีผู้นั่งฟังหลายคน สำหรับเณรน้อย หวังเพียงแค่เป็นประกายแสงอันแวววามบนหนทางแห่งชีวิตอีกยาวไกลข้างหน้าโน้น อีกประการ หลวงตารู้สึกอิ่มใจว่า วันนี้อย่างน้อยก็ได้ให้ธรรมเป็นทาน พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ว่า “การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง”

เณรน้อยยังคงคลางแคลงใจ “แต่แนวทางการปฏิบัติมีหลายอย่างมาก วันก่อนหลวงพี่ชาติ บอกว่า มีวิชาธรรมกายของหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านให้ภาวนาว่า “สัมมา อรหัง” ไปเรื่อยๆ กำหนดนึกถึงองค์พระ หรือแสงสว่างที่กลางท้อง” หลวงตานั่งนิ่งสักครู่จึงพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง “ใช่ มีหลายวิธีมาก พระพุทธองค์สอนแนวทางสมถะไว้มากถึง 40 วิธีด้วยกัน แต่ทุกอย่างนั้นมีจุดประสงค์เดียว เพื่อรวมจิตให้คิดอยู่เพียงเรื่องเดียวต่อเนื่องกันไป”

หลวงตาพูดช้าๆต่อไป “นี่ยังไม่ได้พูดถึง การปฏิบัติวิปัสสนาเลยนะ” 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 04 พฤษภาคม 2018 เวลา 14:27 น.
 

บทบาทเทคโนโลยี กับ การพัฒนาจิตวิญญารของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เปลี่ยน เป็น เปลี่ยน 11 เมษายน 2561 เวลา 19.00-20.00 น

พิมพ์ PDF

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 04 พฤษภาคม 2018 เวลา 14:27 น.
 


หน้า 6 จาก 390
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile ย่อ 4 ธ.ค.2560
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
บัญชีรายชื่อกรรมการ 15 มีนาคม 2560 ลงนาม
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC Profile.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 774
Content : 2147
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 4176926

facebook

Twitter


บทความเก่า