Thaiihdc.org

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
Thaiihdc.org

การเมืองลัทธิซ้าย อันตรายใหม่สังคมไทย

พิมพ์ PDF

บทความ คุณประพันธ์ คูณมี อดีตนักศึกษาฝ่ายซ้าย  หนึ่งใน นศ.ที่หนีเข้าป่าหลัง 6 ต.ต.19
การเมืองลัทธิซ้าย อันตรายใหม่สังคมไทย 14 Mar 2019 อ่าน 175 ครั้ง
       
 
 
วันนี้ขอเขียนเรื่องบ้านเมืองอีกครั้งเพราะสถานการณ์ ปัจจุบัน การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อชิงอำนาจรัฐ ได้มารวมศูนย์ที่สมรภูมิการเลือกตั้ง อนาคตของบ้านเมืองเราวันนี้ ขึ้นอยู่กับวันที่ 24 มีนาคม 2562 อันเป็นวันเลือกตั้งทั่วไป ที่จะบ่งชี้ทิศทางอนาคตสังคมไทยว่า บ้านเมืองจะสงบราบรื่น ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง หรือยังจะวุ่นวายทางการเมืองไม่รู้จบ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่อำนาจตัดสินใจอยู่ในมือท่าน

ปัญหาอันตรายเก่าที่สังคมไทยเคยเผชิญมาแล้วคือ “ระบอบทักษิณ” ระบอบที่กินเมืองทำลายประเทศ สร้างความไม่สงบสุขแก่ประชาชนมานับสิบๆ ปี บัดนี้กำลังล้มหายตายซาก หากการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเครือข่ายทักษิณหมดสิ้นอำนาจ ไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านเมื่อไหร่ก็ไส้แห้ง ไม่มีโอกาสใช้อำนาจดูดเงินภาษีประชาชน หรือหาประโยชน์ตุนเสบียงสำหรับการเลือกตั้งต่ออำนาจได้ มีเลือกอีกครั้งก็สูญพันธุ์โดยไม่ต้องฆ่าเขาก็แห้งตายเอง ด้วยพรรคก็โดนยุบ ลูกพรรคแตกไปซบพรรคอื่น เพราะอยู่ไปก็ไร้อนาคต เสี่ยงคุกและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองซํ้าซาก

แต่อันตรายใหม่ที่กำลังก่อเค้าขึ้นมันคือ “ระบอบทักษิณแปลงร่าง” ที่กำลังน่าหวาดกลัวและน่าจับตามอง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ กลุ่มลัทธิการเมืองหนึ่ง พวกเขาได้ผลัดหน้าทาแป้งแต่งตัว ทำตนเป็นคนใหม่ โพนทะนาว่าเป็นอนาคตใหม่ เป็นทางเลือกใหม่ของประเทศ ปลุกระดมสอดแทรกเข้าไปในหมู่เยาวชน นักศึกษา ประชาชน ด้วยแนวคิดลัทธิซ้ายในลักษณะคล้ายกันกับเมื่อยุคหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่งสมาชิกและผู้ปฏิบัติงานเข้ามาเคลื่อนในหมู่เยาวชน นักศึกษาในยุคนั้น

จนเมื่อรัฐบาลทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ ด้วยการล้อมปราบ นักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แทนการแก้ปัญหาโดยการเมือง จึงเป็นชนวนเหตุให้นักศึกษา ประชาชน จำนวนมากเข้าป่าจับปืน กลายเป็นแนวร่วมกับพรรคคอมมิว นิสต์ฯ นำไปสู่สงครามภายในประเทศ ที่สร้างความสูญเสียชีวิตผู้คนในชาติครั้งใหญ่ เป็นเวลานับสิบๆ ปี กว่าเหตุการณ์จะสงบและยุติสงครามภายในประเทศได้ ในยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

บัดนี้ “ทายาทอสูรการเมือง” จากลัทธิซ้ายในอดีต ที่เคยร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯ และอยู่ใต้ชายคากับ “ระบอบทักษิณ” ได้กลับมาซุกตัวอยู่ในพรรคการเมืองหนึ่ง กลยุทธ์อันตรายของพวกอ้างตนว่าเป็นลัทธิซ้ายใหม่นี้ มุ่งเจาะฐานเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ยังไร้ประสบการณ์ทางการเมือง ที่เพิ่งจะเริ่มมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก

โดยแทรกซึมตามสถาบันการศึกษา เหมือนเหตุการณ์หลัง14 ตุลาคม 2516 ไม่ต่างกัน เพราะพวกเขารู้ดีว่า คนเหล่านี้มีความอ่อนไหวทางการเมือง ถูกชักจูงได้ง่าย ขอให้มีสไตล์และบุคลิกที่โดน ก็จะชอบและคลั่งไคล้แบบไร้เหตุผล ไม่ต่างจากการบ้าดารา คลั่งนักร้อง หลงนักแสดง กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นเหยื่อ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ก็ต้องให้เวลาได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเสียก่อน ซึ่งถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่เป็นไร แต่นี่คือเรื่องของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครอง มิควรมองข้าม จะเตือนหรือหยุดยั้งความหลงใหลทางการเมือง ที่อาจทำลายประเทศได้อย่างไร เป็นหน้าที่ต้องคิด

อันตรายจากลัทธิซ้ายอันสุ่มเสี่ยงนี้ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาก็มิใช่พวกลัทธิซ้ายที่แท้จริง หากแต่เพียงเป็นพวกซ้ายจอมปลอม ที่ลอกตำราและทฤษฎีมาแบบลวกๆ เลือกหยิบบางส่วนบางประเด็นมาพูดและสร้างวาทกรรมหาเสียง หวังเพียงให้โดนใจวัยรุ่น หรือเอาใจพวกเกลียดทหาร และปฏิเสธวัฒนธรรม ประเพณี ระบอบสังคมเดิมที่มีมายาวนาน หรือกระทั่งปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั่นเอง

อาทิเช่น การจะสืบทอดเจตนารมณ์การปฏิวัติของคณะราษฎร ในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475, การจะรื้อร้างแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยทั้งฉบับจะลบล้างกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิจารณาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว กรณีทักษิณรํ่ารวยผิดปกติ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในการซื้อที่ดินรัชดาฯ จากกองทุนฟื้นฟู และในคดีอื่นๆที่ค้างพิจารณาในศาลทั้งหมดที่ทักษิณเป็นจำเลย ทั้งๆที่ศาลดังกล่าวเป็นศาลยุติธรรม จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 มิใช่ศาลทหาร และมิได้พิจารณาคดีโดยใช้กฎหมายพิเศษแต่อย่างใด

การหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพูดปราศรัย จึงเป็นเพียงเพื่อเป้าหมายในการดึงคะแนนเสียงจากคนที่นิยมและอยู่ใต้อาณัติระบอบทักษิณเดิม ให้หันเหมาลงคะแนนให้กลุ่มตนเท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงการทำลายศาล ทำลายหลักกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

ส่วนวาทกรรมว่า “จะสร้างความเท่าเทียมกันให้กับทุกคนในสังคม” ก็เป็นเพียงวาทกรรม ที่พรรคการเมืองประเภทนี้ มิอาจทำได้จริงดั่งคำโฆษณา เพราะถ้ายึดถือความคิดฝ่ายซ้าย ตามลัทธิมาร์กซ์-เลนินจริง แสดงว่าพรรคนี้ต้องยึดเอาปัจจัยการผลิต ที่ดินทรัพย์สิน ที่อยู่ในความครอบครองของเศรษฐีนายทุน จำนวน 50 ตระกูลในเมืองไทย รวมถึงไพร่หมื่นล้านนั้นด้วย มาจัดสรรให้แก่ประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน            
 
 


ถามว่าพรรคดังกล่าวจะกล้าทำตามนโยบายนี้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา เพียงสหภาพแรงงานในโรงงาน อันเป็นธุรกิจของเขาจัดตั้งสหภาพ และหยุดงานเรียกร้องตามสิทธิกฎหมายแรงงาน ผู้ใช้แรงงานเหล่านั้นยังโดนเล่นงานไล่ออก ปลดออก การจะสร้างความเท่าเทียมกันแก่ประชาชนไทยทั้งประเทศ จึงเป็นเพียงวาทกรรมของพวกซ้ายลวงโลกที่มิอาจเป็นจริงเท่านั้น และหากทำเช่นนั้นก็อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกด้วย เพราะจะกลายเป็นพรรคการเมืองที่มิได้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั่นเอง

ที่พูดมาเป็นเพียงบางส่วนที่เห็นว่าสำคัญและอันตราย ยังไม่นับรวมแนวคิดว่าคนรุ่นใหม่ต้องกำหนดอนาคตและทิศทางประเทศ ทั้งที่ประเทศนี้มิได้มีส่วนประกอบแต่เพียงเด็กหรือเยาวชน หากแต่ประกอบด้วยคนเกือบ 70 ล้านคน ทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้น ทุกนิกายศาสนาและเผ่าพันธุ์ หรือจะล้มล้างพิธีกรรมไหว้ครู ดูถูกคนไทยที่เป็นสยามเมืองยิ้ม ทุกอย่างที่เป็นประเทศไทยพวกเขาเห็นว่าแย่ เลวไปหมดทุกอย่างแบบไม่มีอะไรดี ต้องปฏิวัติล้มล้างเปลี่ยนแปลงใหม่ให้หมดทุกเรื่อง

สรุปแล้วคนพวกนี้ คือพวกที่ปฏิเสธสังคม ปฏิเสธประเทศไทย แม้ประเทศนี้ให้ที่ซุกหัวนอนกับพ่อแม่ บรรพบุรุษ และตัวเขาเอง ที่หนีตายมาเสื่อผืนหมอนใบ มาพึ่งใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ จนมีอยู่มีกินรํ่ารวย พวกเขายังประณามก่นด่า แล้วระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พวกเขาก็คงอยากจะเปลี่ยนแปลงล้มล้างไม่เว้นให้เหลือไว้หากได้โอกาสและมีอำนาจ

การเมือง การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง จึงอันตรายน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะมันคือ “ระบอบทักษิณแปลงร่าง” และ “ความคิดลัทธิซ้ายสุ่มเสี่ยง” ที่กำลังโฆษณาปลุกระดมผู้คนให้เคลิบเคลิ้มและหลงใหลในขณะนี้ ประชาชนทั้งหลายจึงต้องพึงระวัง ไม่ควรให้คนจำพวกนี้มีที่เกิดทางการเมือง เพื่อเอาไปเป็นข้ออ้างว่าประชาชนสนับสนุน เพราะได้ฉันทานุมัติมาจากปวงชนชาวไทย เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ตามความคิดลัทธิความเชื่อที่อันตราย และไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย

จงอย่าให้เขาฉุดลากบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราลงเหว หนึ่งเสียงหนึ่งคะแนนของท่าน จึงไม่ควรให้โอกาสพวกเขาแม้แต่น้อย เพราะชาติบ้านเมืองไม่ใช่เครื่องทดลองหรือของเล่น จงเตือนลูกเตือนหลานของท่าน และโปรดคิดไตร่ตรองก่อนตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้งลงคะแนนให้กับใครพรรคใด เพราะถ้าท่าน “เลือกพรรคผิด อนาคตไหม้ ประเทศ ไทยบรรลัยแน่” ครับ
คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน
โดย : ประพันธ์ คูณมี
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3452 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค. 
 ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij


 

สงครามโลก สู่ สงครามอวกาศ VS สันติภาพสังคม สู่สันติภาพโลกา สู่สันติภาพจักรวาล

พิมพ์ PDF

“สงครามโลก..สู่..สงครามอวกาศ..VS..สันติภาพบุคคล..สู่..สันติภาพสังคม..สู่..สันติภาพโลกา..สู่..สันติภาพจักรวาล”...!!!

จาก.. “The Globalization of War”..ไปสู่.. “Star War” หรือ “Space War” หรือ “Universal War”...ของประเทศสหรัฐอเมริกามหาอำนาจโลกทางสงครามแห่งโลกยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่  ที่พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะต้องรักษาความเป็นมหาอำนาจแห่งสงคราม(The Lord of War)ไว้ตลอดกาล  ก็คือการก่อสงครามไม่รู้จบให้เกิดขึ้นกับมนุษยชาตินั่นเอง  ดังนั้น เราจะต้องต่อสู้เอาชนะสงครามให้หมดสิ้นไปจากโลกนี้ด้วย.. “ยุทธศาสตร์สันติภาพถาวร”(The Strategy of Ever Lasting World Peace) นั้นคือ.. “สันติภาพทุกระดับ” อันเป็นยุทธศาสตร์แนวนอกที่กว่างขวางและครอบคลุมที่สุด นั่นคือ...
- สันติภาพบุคคล..หรือ..อริยบุคคล...!!!  
- สันติภาพสังคม..หรือ..อริยสังคม...!!!  
- สันติภาพโลกา..หรือ..อริยโลกา...!!!  
- สันติภาพจักรวาล..หรือ..อริยจักรวาล...!!! 
“สันติภาพ..กับ..อริยะ”..เป็น ๒ ด้านของเหรียญเดียวกัน(Two Coin Sides) นั่นคือ ถ้าเราสร้างอริยะ(Noble)ความดีงามและประเสริฐสูงส่งให้แก่บุคคล(Person) ให้แก่สังคม(Society) ให้แก่โลกา(World) และให้แก่จักรวาล(Universal) ก็จะเกิดสันติภาพ(Peace)ขึ้นอย่างเป็นไปเอง 
“U=MS in 0”..คือ..สูตรการสร้างสันติภาพถาวร หรือสูตรการสร้างอริยะให้แก่บุคคล สังคม โลก และจักรวาล ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้... 

1. “อริยบุคคล” หรือ “สันติภาพบุคคล”...จะสร้างสำเร็จได้โดยสูตร.. “U=MS in 0” ซึ่งมีรูปธรรมดังนี้... 
- U=Unity(เอกภาพ)..คือ..เอกภาพแห่งธรรมทั้งหลาย ที่บุคคลจะต้องนำไปยึดถือปฏิบัติให้บรรลุความเป็นอริยบุคคลทั้ง 4 ระดับคือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เช่น พระรัตนไตร อริยสัจ 4 ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค 8 อิทัปปัจจยตาปาฏิจจสมุปปบาท อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรมัตถธรรม 4 วัฏสงสาร 31 ละสังโยชน์ 10 พละ 5 อินทรี 5 อิทธิบาท 4 โพธิปักขิยธรรม 37 ฯลฯ 
- M=Mind(จิต)..คือ..จิตของมนุษย์ที่มี 89 ดวง หรือ 121 ดวง(นับโดยละเอียด) ตามปรัมัตถธรรม 4 จิต เจตสิก รูป นิพพาน 
- S=Society(สังคม)..คือ..สังคมของมนุษย์ที่เป็นระบบซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านคือ..การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม 
- 0=Oh-Zero(สูญหรือความว่าง)..คือ..สุญญตาอันเป็นอสังขตธรรม ซึ่งเป็นผู้ถือดุลที่แท้จริง หรือเป็นบ่อเกิด(Creator)ของสรรพสิ่งและปรากฏการณ์

2. “อริยสังคม” หรือ “สันติภาพสังคม”..จะสร้างให้สำเร็จได้โดยสูตร.. “U=MS in 0” ซึ่งมีรูปธรรมดังนี้... 
- U=Unity(เอกภาพ)..คือ..เอกภาพของระบบความคิดมนุษย์(System of Thought) ซึ่งเป็นอุดมการ(Ideology)หรือเป็นลัทธิ(Doctrine)ทางสังคม ที่มีโครงสร้าง 3 ส่วนคือ... 
(1)..ทฤษฎีทางปรัชญา 
(2)..ทฤษฎีทางการเมือง
(3)..ทฤษฎีทางเศรษฐกิจ 
ซึ่งทฤษฎีทางการเมืองและทฤษฎีทางเศรษฐกิจจะต้องขึ้นต่อ หรือถูกกำหนดโดยทฤษฎีทางปรัชญา 
ในโลกยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่(Modern History)มีปรัชญาอยู่ 2 ของ 2 ลัทธิใหญ่ๆคือ..ลัทธิประชาธิปไตย และลัทธิคอมมิวนิสต์ นั่นคือ... 
“เอกภาพของความแตกต่าง - Unity of Diversity”..คือ..ทฤษฎีทางปรัชญาของลัทธิประชาธิปไตย(Democracy) 
“เอกภาพของด้านตรงข้าม - Unity of the Opposite”..คือ..ทฤษฎีทางปรัชญาของลัทธิคอมมิวนิสต์(Communism) 
จะต้องรวมทั้ง 2 ปรัชญานี้เข้าด้วยกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยยกระดับจาก.. “ความแตกต่าง..และ..ด้านตรงข้าม(ความขัดแย้ง)ขึ้นสู่เอกภาพอันเดียวกัน คือให้เลิกยึดมั่นถือมั่นความแตกต่างและด้านตรงข้ามที่เป็นสังขตธรรม..ขึ้นสู่..ความว่างหรือสุญญตาอันเป็นอสังขตธรรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อันเป็นสันติภาพ นั่นเอง 
- M=Man(มนุษย์)..คือ..คนหรือมนุษย์ปรกติสามัญทั่วไปซึ่งอยู่ในสังคมชาติ 
- S=Society(สังคมชาติ)..คือ..ซึ่งเป็นระบบสังคมที่ประกอบขึ้นจาก 3 ด้านคือ..การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม 
- 0=OH-Zero(สูญหรือความว่าง)..คือ..สุญญตาอันเป็นอสังขตธรรม ที่เป็นสัจธรรมสมบูรณ์(Absolute Truth)
จึงเป็นสูตรดังนี้.. “U=MS in 0”  หรือ สันติภาพโลกถาวรคือ..คนและสังคมอยู่ในความว่าง(สุญญตา) หรือ 0 นั่นเอง 

3. “อริยโลกา” หรือ “สันติภาพโลกา”..  จะสร้างสำเร็จได้โดยสูตร.. “U=MS in 0” ซึ่งมีรูปธรรมดังนี้...
- U=Unity(เอกภาพ)..คือ..เอกภาพของระบบความคิดมนุษย์(System of Thought) ซึ่งเป็นอุดมการ(Ideology)หรือเป็นลัทธิ(Doctrine)ทางสังคมโลก ที่ประกอบด้วยสังคมชาติของประเทศต่างกว่า 200 ประเทศ.. ซึ่งเหมือนกับข้อ 2 อริยสังคมชาติ หรือสันติภาพสังคมชาติ  เพียงแต่มีกว่า 200 สังคมชาติที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมโลก(Social of the World) ซึ่งมีองค์การสหประชาชาติ(United Nations)เป็นรูปธรรมทางการจัดตั้ง(Organization)ของสังคมโลก 
-  M=Man(มนุษย์)..คือ..คนหรือมนุษย์ปรกติสามัญทั่วไปซึ่งอยู่ในสังคมโลกนั่นคือ.. “ชาวโลกกว่า 7,000 ล้านคน
-  S=Society(สังคมชาติ)..คือ..ระบบสังคมโลกที่ประกอบด้วยสังคมชาติต่างๆกว่า 200 ชาติซึ่งรวมศูนย์จัดตั้งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ในรูปธรรมขององค์การสหประชาชาติ(United Nations) นั่นเอง 
- 0= OH-Zero(สูญหรือความว่าง)..คือ..สุญญตาอันเป็นอสังขตธรรม ที่เป็นสัจธรรมสมบูรณ์(Absolute Truth)
จึงเป็นสูตรดังนี้.. “U=MS in 0”  หรือ สันติภาพโลกถาวรคือ..คนและสังคมโลกอยู่ในความว่าง(สุญญตา) หรือ 0 นั่นเอง

4. “อริยจักรวาล” หรือ “สันติภาพจักรวาล”  จะสร้างสำเร็จได้โดยสูตร.. “U=MS in 0” ซึ่งมีรูปธรรมดังนี้... 
- U=Unity หรือ Universal หรือเอกภาพ..คือ..ความเป็นเอกภาพของระบบความคิดมนุษย์(System of Thought) ซึ่งเป็นอุดมการ(Ideology)หรือเป็นลัทธิ(Doctrine)ทางสังคมโลก ที่ประกอบด้วยสังคมชาติของประเทศต่างกว่า 200 ประเทศ.. ซึ่งเหมือนกับข้อ 2 อริยสังคมชาติ หรือสันติภาพสังคมชาติ  เพียงแต่มีกว่า 200 สังคมชาติที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมโลก(Social of the World) ซึ่งมีองค์การสหประชาชาติ(United Nations)เป็นรูปธรรมทางการจัดตั้ง(Organization)ของสังคมโลก  และความคิดที่ยกระดับขึ้นสู่จักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีประมาณ 
นั่นคือ.. “จาก..United Nations..ขึ้นสู่..Universal”...!!! 
- M=Man(มนุษย์)..คือ..คนหรือมนุษย์ปรกติสามัญทั่วไปซึ่งอยู่ในสังคมโลกนั่นคือ.. “ชาวโลกกว่า 7,000 ล้านคน และนักอวกาศทั้งหลาย 
- S=Space & Time(S-กาลเวลาอวกาศ)..คือ..สังคมจักรวาลมาจากสังคมโลกมาจากสังคมชาติ  Space & Time คือสังคมของจักรวาลนั่นเอง ไม่มีใครจะอยู่นอกเหนือ Space & Time ได้ 
- 0=OH-Zero(สูญหรือความว่าง)..คือ..สุญญตาอันเป็นอสังขตธรรม ที่เป็นสัจธรรมสมบูรณ์(Absolute Truth) ทั้งคนทั่วโลกกว่า 7,000 ล้านคน และนักอวกาศทั้งหลาย หรือแม้แต่กระทั่งมนุษย์ต่างดาว(ถ้ามี) ก็ต้องอยู่ใน Space & Time ทั้งสิ้น  หรือไม่ว่าจะเดินทางไปในอวกาศไกลสักเพียงใดก็อยู่ใน Space & Time  และทั้งคน นักอวกาศ หรือมนุษย์ต่างดาว(ถ้ามี) และ Space & Time ก็ล้วนแต่อยู่ในความว่าง หรือสุญญตาทั้งสิ้น 
จึงเป็นสูตรดังนี้.. “U=MS in 0”  หรือ สันติภาพโลกถาวรคือ..คนและสังคมโลกและจักรวาล Space & Time ล้วนอยู่ในความว่าง(สุญญตา) หรือ 0 นั่นเอง

https://www.globalresearch.ca/the-globalization-of-war-americas-long-war-against-humanity/5426125?fbclid=IwAR0OzaONBPNJmRj0dH4XMEOq7IOng0lecYqGwLyvOjWTXTyw-g_FDugecCg

สมาน ศรีงาม(คัมภีรปัญโญ) 
ประธานขบวนการศาสนาเพื่อมนุษย์ชาติและสร้างสันติภาพโลกถาวร 
หัวหน้าฝ่ายวิชาการและยุทธศาสตร์และการจัดตั้ง 
สถาบันปฏิวัติสันติพุทธอหิงสาธรรมโลกประเสริฐ ทรัพย์สุนทร 
สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ 
พรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติ ฯลฯ 
ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
77 หมู่ 3 ซอยเขาลูกช้าง  ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก 26000 
โทร. 089-8860868 
วันที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2562

 

ผู้พิพากษาขอโทษ

พิมพ์ PDF

 

"นายก คนนอก " เป็นคนไทยหรือเปล่า

พิมพ์ PDF

ข้อเขียนนี้ ดีมากๆ ..@@ ข้อเขียนของ ศ.ดร.เขียน ธีระวิทย์..บอกได้เลยว่า "สุดยอดจริงๆ"..ถ้าเสียสละเวลาอ่านให้จบ และคิดตาม..จะได้ประโยชน์มากที่สุด..@@@@@@@นายกคนนอกเหรอ...ลองอ่านทัศนของอาจารย์เขียน ธีระวิทย์กล่าวถึงความชั่วร้ายของการปล้นประชาธิปไตยผ่านการซื้อเสียงอันสกปรกและใช้อำนาจรัฐด้วยการโกงชาติบ้านเมือง..........

“นายกฯ คนนอก” เป็นคนไทยหรือเปล่า?
 
เมื่อผมอายุไม่ถึง 7 ขวบ ผมชอบเอาหนังสติ๊กไปยิงนกกระจิบที่ชอบบินมาหาแมลงกินที่พุ่มไม้ใกล้บ้าน ผมเคยยิงมันตายแล้วคิดภูมิใจว่ามีฝีมือยิงแม่น ภายหลังโตเป็นผู้ใหญ่ ผมจึงสำนึกได้ว่าผมทำบาป ยิงนกตาย พรากมันจากพ่อ-แม่-ลูก-คู่รักของมันโดยไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย
เมื่อผมเรียนวิชารัฐศาสตร์จบปริญญาตรี-เอกใหม่ๆ ผมเชื่อว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยดีเลิศ ผมไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้พฤติกรรมในการเลือกตั้งของไทยว่าเขาเลือกผู้แทนกันมาอย่างไร ผมเคยเขียนบทความลงในวารสารต่างๆ ยืนหยัดความเชื่อของผมว่าการทำรัฐประหารเป็นงานเลวร้ายที่จะอ้างเหตุผลใดๆ มาลบล้างไม่ได้ทั้งสิ้น
เมื่อผมเกษียณอายุราชการแล้ว ผมเห็นคนพันธุ์ทักษิณยึดอำนาจรัฐในไทย โดยผ่านการเลือกตั้งสกปรก ผมเห็นพวกเขาโกงบ้านกินเมือง ใช้อำนาจปกครองประเทศโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ของตนและพรรคพวก จนที่สุดผมได้ข้อสรุปว่าคนไทยจะแตกแยกกันทุกหย่อมหญ้าและประเทศชาติจะล่มจมในที่สุด ถ้าหากเราจะหวังลมๆ แล้งๆ รอคอยพระสยามเทวาธิราชมากอบกู้สถานการณ์ให้ การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจโดยทหารเป็นทางออกที่เลวร้ายน้อยที่สุด แล้วสถานการณ์ก็บังคับให้ทหารทำรัฐประหารจริงๆ ถึง 2 ครั้ง ซึ่งผมก็เห็นชอบด้วย นั่นคือผมได้เปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองอย่างชัดเจน จากเดิมที่ว่าทหารต้องห้ามในการทำรัฐประหาร มาเป็นทหารมีสิทธิ์ธรรมชาติที่จะทำรัฐประหารได้ ถ้าเรามีประชาธิปไตยจอมปลอมที่ไม่ยึดหลักกฎหมายในการปกครองประเทศ
สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมมีเวลาวิเคราะห์ปัญหาการเมืองไทยมากขึ้น ผมดูจากของจริงมากกว่าเชื่อตามตำรา ผมเห็นคนไทยในวงการวิชาการ สื่อมวลชน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองจำนวนมาก มีทัศนคติทางการเมืองเหมือนผมสมัยมันสมองยังไม่โต ยิงนกกระจิบเล่นโดยไม่รู้จักคิดให้รอบคอบว่าแล้วใครจะได้อะไร จะเอาระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ แล้วได้ประชาธิปไตยจอมปลอมที่ใครเป็นใหญ่กันแน่ รณรงค์ชวนคนอื่นให้ออกเสียงไม่รับช่วงรัฐธรรมนูญโดยไม่คิดให้รอบคอบว่าถ้าไม่รับฉบับนี้แล้วผลจะเป็นอย่างไร
ปัจจุบัน มีการรณรงค์กันอย่างแพร่หลายว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการเลือกตั้ง “ไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนอก” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นแชมป์ล่าสุดที่ออกมาสอนคนให้เชื่อเช่นนั้น ตอนที่ผมยังเป็นหนุ่มและฟุ้งซ่านประชาธิปไตยในแผ่นกระดาษนั้น ผมตกหลุมตำราวิชาการฝรั่งไม่ลึกเท่ากับอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์
เรามีตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ ตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา เรามีนายกรัฐมนตรี 9 คน (ไม่รวมที่เป็นไม่เกิน 2 เดือน) เป็น “คนนอก” 5 คน ได้แก่ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์  พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  คุณอานันท์ ปันยารชุน  พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนที่เป็น “คนใน”  มี 9 คน คือ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายทักษิณ ชินวัตร  นายสมัคร สุนทรเวช  นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เราเห็นแล้วยังว่าใครทำประโยชน์ให้แก่ชาติ ใครทำลายประเทศชาติมากกว่ากัน
มีใครมองไม่เห็นบ้าง “นายกฯ คนนอก” เช่น พลเอกเปรม และคุณอานันท์ นั้นมีคุณูปการต่อประเทศชาติมากเพียงใด พลเอกประยุทธ์ใช้เวลา 2 ปีเศษกอบกู้ประเทศเรา ซึ่งจมปลักอยู่กับกองเพลิงแห่งความขัดแย้งให้เป็นได้อย่างทุกวันนี้ เรียกว่าเป็นผู้นำที่ไม่ธรรมดา แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นเรายังมองไม่เห็น
ส่วน “นายกฯ คนใน” นั้น ผู้ที่มีคุณสมบัติกอบกู้ชื่อเสียงของนักการเมืองในสายตาของผมมีคนเดียว คือ คุณชวน หลีกภัย ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นพูดเก่ง มีหลักการ-หลักวิชา เหมาะกับการเป็นผู้นำของประเทศประชาธิปไตยตะวันตก ท่านมีปัญหาเรื่องการตัดสินใจในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง กรณีการประชุมสุดยอดอาเซียน + 6 ที่โรงแรมรอยอลคลิฟบิชรีสอร์ทที่พัทยา (10 เมษายน 2552) ซึ่งถูกม็อบเสื้อแดงบุกขับไล่อภิสิทธิ์และผู้นำต่างประเทศหนีกระเจิงตั้งแต่วันแรก และต้องล้มเลิกการประชุมคราวนั้น ประเทศไทยเสียหายอย่างใหญ่หลวงอย่างประเมินค่ามิได้ การประชุมที่สำคัญยิ่งครั้งนั้น นายกรัฐมนตรีผู้เป็นเจ้าภาพจะต้องมีข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้าน ถ้าไม่มีก็ต้องถือว่าบริหารงานข่าวกรองไม่เป็น ท่านน่าจะรู้ว่าลำพังกำลังตำรวจนั้นเชื่อถือไม่ได้ และงานสำคัญเช่นนั้นจะเลื่อนหรือยกเลิกก็ไม่ได้ ทำไมท่านไม่ขอกำลังทหารมาช่วย ถ้าท่านมัวกังวลใจว่าเอาทหารมาใช้งานรักษาความสงบเรียบร้อยภายในไม่เป็นประชาธิปไตย ก็หมายความว่าท่านเอาหลักวิชาประชาธิปไตยมาประยุกต์ใช้กับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่เป็น  เช่นเดียวกับที่ท่านถูกม็อบเสื้อแดงไล่ต้อนซุกรถหนีออกมาจากกระทรวงมหาดไทย 2 วันต่อมาและการสลายการชุมนุมที่ยืดเยื้อของม็อบเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ (12 มีนาคม – 19 พฤษภาคม 2553) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่านตัดสินใจ แก้ปัญหาไม่เป็น
สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเห็นภัยจากระบอบประชาธิปไตยสามานย์มากขึ้น สหรัฐฯ ได้ชื่อว่าเป็น แชมเปี้ยนของระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่มีประเทศใดเสมอเหมือนในการทำร้ายคนบริสุทธิ์ทั่วโลก ใครเป็นผู้นำไล่ล่าสังหารซัดดัม ฮุสเซ็นของอิรัก ใครไปโค่นล้มรัฐบาลมูอัมมาร์ อัล กัดคาฟี่ของลิเบีย ทำให้ 2 ประเทศนี้ประสบภาวะสงครามแหลกลานมาจนถึงทุกวันนี้ ยังมีอัฟกานิสถาน ซีเรีย และอื่นๆ อีกมากมาย ฉะนั้น คนไทยทั้งหลายจงอย่าหลงไหลคลั่งไคล้าระบอบประชาธิปไตยให้มากนักเลย
มีคนสร้างประเด็นความขัดแย้งให้พวกเราตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา “นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง” คนที่เล่นการเมืองเป็นอาชีพของไทยมีไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งหมด ต้องการผูกขาดอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดของประเทศก็ได้แล้ว แม้พรรคการเมืองจะคัดสรร “คนนอก” มาอยู่ในบัญชีผู้แข่งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 158-159 ก็ไม่ยอม คนดีๆ มีความสามารถมากมายไม่อยากไปแย่งตำแหน่งนั้นกับนักการเมืองหรอก บางคนแม้ท่านจะเอาดอกไม้ธูปเทียนไปเชิญก็ยังไม่ยอมรับด้วยซ้ำ คิดได้หรือไม่ว่าท่านกำลังเรียกร้องคนไทยทั่วประเทศให้ตัดสิทธิ์ของคนอาชีพอื่นมากกว่า 99% มิให้เขาได้ผู้นำที่ดีมีความสามารถ เพราะเขาไม่ยอมสมัครเลือกตั้ง ส.ส. หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่นักการเมืองได้ทำให้สกปรกไปแล้ว
“คนนอก” เป็นคนไทยหรือเปล่า? ตอบคำถามนี้ได้ไหม? กลัวทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ไหม? ทหารไม่ใช่คนไทยหรือไร? ทหารรักชาติไม่เป็นหรือ? ท่านกลัวทหารเอารถถังมาหนุนหลังปกครองประเทศหรือ? ทุกวันนี้ท่านก็ด่าทหารกันอย่างเสรีอยู่แล้ว ทำไมไม่กลัวล่ะ?  ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวทหาร ผมกลัวนายกฯ ที่ไม่บังคับใช้กฎหมายมากกว่า เพราะคนไม่เคารพกฎหมายทำให้ผมเดือดร้อนด้วย
แทนที่จะมารณรงค์ต่อต้าน “นายกฯ คนนอก” เรามาช่วยกันรณรงค์ให้คนไทยอย่าแบ่งแยก “คนใน”  “คนนอก” ดีกว่า คอยต่อต้านนายกคนต่อๆ ไป ที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และ/หรือ ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งคัดด้วย

   


หน้า 7 จาก 403
Home

About Us

ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ (ศบม.) เป็นองค์กรที่พัฒนาและจัดทำโครงการเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม เป็นองค์กรสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ ช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการภาคธุรกิจบริการที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีมาตรฐานในการให้บริการ
อ่านเพิ่มเติม

มูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์

 iHDC Profile
บัญชีรายชื่อกรรมการ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการ HMTC.pdf
เอกสารแนะนำโครงการ HMTC 1.pdf
เอกสารโครงการ HMTC 2 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ.pdf
iHDC นิติบุคคล.pdf
iHDC บุคคล.pdf
iHDC บุคคลเครือข่าย.pdf
รายงานการประชุม 6 มีนาคม 2560.pdf
ข้อบังคับมูลนิธิ
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ
Ihdc-Profile and Roadmap 2016-2019 Mar 23 2560.pdf
รายงานการประชุมใหญ่คณะกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ 2559.pdf
คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สาขาวิชาชีพ.pdf
รายงานการประชุมใหญ่วันที่ 18 ธ ค 2558 v 3.pdf
รายงานการประชุม วันที่ 24 ธันวาคม 2557 updated 4 มีนาคม 2558.pdf
iHDC-invitation Letter.doc
iHDC-Member Form Thai.doc
iHDC-Member Form English.doc
รายงานการประชุมกรรมการมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ วันที่ 15 มกราคม 2556 ฉบับสมบูรณ์

Login


แบบสำรวจ

สถิติเว็บไซด์

สมาชิก : 1463
Content : 2219
เว็บลิงก์ : 24
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 4369144

facebook

Twitter


ล่าสุด

บทความเก่า