อ่านวิเคราะห์ คิด อย่างมีสติปัญญา นำพาประเทศชาติพ้นวิกฤต
ผมเพิ่งมาอ่านและวิเคราะห์ ข้อความที่คุณอานันท์
ได้นำเสนอความคิดเห็นของท่าน เดี๋ยวนี้เอง
หลังจากที่ข่าวเรื่องนี้ถูกนำเสนอมาก่อนนี้โดยยกเอาข้อความประโยคสุดท้าย
มาวิเคาระห์ ในด้านไม่ดีต่อคุณอนันท์ ทำให้ผมได้คล้อยตามและสงสัยคุณอนันท์
ว่าท่านทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น แต่เมื่อผมมาอ่านทั้งหมดและวิเคราะห์ ด้วยสติปัญญา
จึงเห็นว่า คุณอนันท์ เป็นผู้ใหญ่ที่ดี และออกมากล่าว ด้วยความบริสุทธิ์
เพื่อให้ข้อคิดอย่างสร้างสรรค์กับคนไทย และสังคมไทย
ขอขอบพระคุณ
คุณอานนท์ มา ณ. ที่นี้
หม่อมหลวงชาญโชติ
ชมพูนุท
4 พฤศจิกายน 2563
อานันท์ ปันยารชุน : ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องเห็นด้วย
แต่ต้องเข้าใจ
หมายเหตุสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org)
: นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ผ่านเวทีเสวนา
‘จากรุ่นแอนะล็อกสู่ยุคดิจิทัล
เราจะลดช่องว่างการสื่อสารด้วยความจริงและความงามได้อย่างไร’
โดยเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งภายในงานเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นโดย
ภาคีโคแฟค , สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายอานันท์ กล่าวว่า
วันนี้ทุกคนเข้าใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองของเราอยู่ในขั้นที่บางคนเรียกว่าวิกฤติ
บางคนในรุ่นผมก็อาจจะรู้สึกว่าไม่ใช่ของผิดปกติอะไร
เพราะที่จริงเรามีเหตุการณ์แบบนี้ไม่รู้กี่ครั้งในระยะ 88 ปีที่เราเรียกว่ามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
คนเราเมื่ออายุมาก ผ่านโลกมามาก เห็นร้อนเห็นหนาว เห็นเหวเห็นยอดเขา
เมื่อเราผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว เห็นความสำเร็จ เห็นความล้มเหลว มีความผิดหวัง
มีความดีใจ เมื่อผ่านทั้งหลายมาแล้ว
ผมคิดว่าเราอยู่ในสถานะที่มองโลกในแง่ดีมากกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนอันนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ
ตัวผมเองรู้เลยว่า มันมีวิวัฒนาการในวิธีคิดของผม สมัยผมเป็นหนุ่ม ผมเลือดร้อน
ใจร้อน พูดอะไรค่อนข้างจะผิดกาลเทศะบางครั้ง
พูดบางอย่างก็กระทบจิตใจคนโดยไม่จำเป็น
แต่จากการที่เราพยายามดูตัวเองอยู่เสมอว่ามีข้อบกพร่องอะไร
และเหตุการณ์ในชีวิตกล่อมให้เราก้าวหน้าไปในทางที่เหมาะสมกว่าในอดีต
ฉะนั้นเรื่องอายุ เรื่องนิสัยของคนเปลี่ยนแปลงได้หากตั้งใจที่จะหาทางออก
หาทางที่จะคบค้าสมาคมกับคนทั่วไป
ในปัจจุบันปัญหาเมืองไทยเป็นปัญหาที่เรียกว่าเป็นปัญหาการเมืองเหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต
พอมีปัญหาทำไปทำมาก็สู้รบกันเสร็จแล้วก็รัฐประหาร
เมื่อรัฐประหารเสร็จก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็เลือกตั้ง และตั้งรัฐบาล อีก 7-8 ปีก็กลับมาวงเวียนเก่า มั้นไม่พ้นวงจรนี้
เพราะสิ่งที่เราทำในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญ ตั้งรัฐบาล
หรือการมีนโยบายต่างๆก็ดี เป็นเรื่องการมองผลระยะสั้นทั้งนั้น
ไม่ได้มองประเด็นที่ถึงแก่นรากของประเด็น มองแต่ผิวเผิน
เมื่อมองแต่ผิวเผินก็ไม่รู้ว่าเหตุที่เกิดมาจากอะไร เวลาแก้ไขก็ไม่ได้แก้ที่ราก
แต่ไปแก้ที่กิ่งใบเท่านั้น
@ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความสงบ
การหาทางออกที่ผ่านมาในอดีตมักเป็นทางออกระยะสั้น เช่น
เมืองไทยต้องการสงบเรียบร้อย ไม่ต้องการให้มีการสู้รบกันเหมือนที่ราชประสงค์
แต่บอกว่าขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้น ก็ต้องคิดว่าดีขึ้นเพราะอะไร หากดีขึ้นเพราะกฎหมาย
ซึ่งอาจจะเป็นจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม หรือดีขึ้นเพราะมีพระราชบัญญัติคุมทหาร
คุมตำรวจเอง ก็เป็นความสงบที่เรียกว่าเป็นความสงบที่ผิวเผิน
ความสงบที่แท้จริงต้องไม่ได้มาจากการบังคับ ไม่ได้มาจากเบื้องบน
ไม่ได้มาจากเบื้องล่าง แต่เป็นความสงบที่ทุก ๆ ฝ่าย
เขาพูดคุยกันแล้วที่จะมีความสงบ
การตั้งคำถามหรือการตั้งระเบียบวาระเป็นเรื่องจำเป็นมาก
สังคมไทยเมื่อตั้งคำถามผิด เมื่อคุณไปหาคำตอบมาถึงแม้ว่ามันจะถูก
แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะคำถามมันผิดอยู่แล้ว
หรือบอกว่ามันสงบเพราะมีโควิดมันก็ไม่ใช่ ความสงบต้องมองไปอีกว่าความสงบจริง ๆ
แล้วอยู่ที่ไหน มันมีคำพูด คนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ ในสายตาของผม
ซึ่งอาจจะผิดนะ แต่ผมคิดว่าตราบใดที่สังคมไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความเสมอภาค
มันอาจจะสงบ 60% แต่มันไม่สงบจริงจัง
ไม่ยั่งยืน แต่ถามว่ามีสังคมไหนที่มีความสงบยั่งยืน 100% คำตอบก็คือไม่มี
เพราะแม้แต่ความยุติธรรมก็ดี หรือปัญหารากฐานก็ดี ก็ไม่ได้แก้ไขได้ 100% แต่อย่างน้อยเมื่อจับประเด็นที่ถูกต้อง จับเหตุที่ถูกต้อง
โอกาสที่เราไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรมมากขึ้น สังคมที่เหลื่อมล้ำน้อยลงไป
สังคมที่มีโอกาสมากขึ้นดีกว่าเดิม ผมว่าเราก็น่าจะพอใจแล้ว
@ความขัดแย้ง 2563 ความรุนแรงน้อยกว่าในอดีต
อีกประการที่อยากตั้งข้อสังเกตก็คือว่า มันพูดได้เลยว่า
นี่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างคนละรุ่น ในสายตาของผม ปัญหาของเราจะว่ายากก็ยาก
จะว่าไม่ยากก็ไม่ยาก ถ้าไปเปรียบเทียบในประวัติศาสตร์โลก
พบว่าข้อขัดแย้งของเมืองไทย ทุกสมัยเป็นข้อขัดแย้งของข้อพิพาทไม่ใช่ระหว่างสองฝ่าย
แต่จริง ๆ เป็นเรื่องระหว่างคนสองกลุ่มเท่านั้น
เป็นข้อพิพาททางการเมืองบ้างหรือเป็นข้อพิพาทในเรื่องวิธีคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองบ้าง
แต่ไม่ใช่ข้อพิพาทที่อยู่บนพื้นฐานเรื่องสีผิว ศาสนาหรือเชื้อชาติ
ความวุ่นวายในปัจจุบัน จริงๆ แล้วหากดูให้ดี โดยผมจะไม่พูดถึงเรื่องข้อเรียกร้องของเขา
ผมจะไม่พูดว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่หากมองเหตุการณ์ดูแล้ว
ความวุ่นวายปัจจุบันมันมีระดับความรุนแรงน้อยกว่าความวุ่นวายในอดีตไม่ว่าจะเหตุการณ์
14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ
ที่เป็นข้อพิพาททางด้านการเมืองเหมือนกัน แต่ทั้งสองเหตุการณ์จบด้วยการปะทะกัน
แต่คราวนี้แม้จะเป็นความคิดทางการเมือง แต่การชุมนุมต่างๆ
ไม่ว่าคนจะเป็นหมื่นหรือแสน ผมไม่ทราบ แต่ไม่มีการพกอาวุธ ไม่มีปืน ไม่มีมีด
อาจจะมีปลายร่มนิดๆหน่อย ฉะนั้นทุกอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีการเผาสถานีตำรวจ
ไม่มีการปิดถนนอย่างไม่ยอม ไม่มีการเผายางรถยนต์ รถบัส
หรือแม้แต่รัฐบาลก็ไม่มีการใช้อาวุธ
อาจจะตอนใช้น้ำอัดฉีดเรียกว่าเกินความเหมาะสมไปบ้าง
แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้คนต้องเสียชีวิต
ฉะนั้นความรุนแรงครั้งนี้มีการกำหนดกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องชมทั้งสองฝ่าย
ไม่มีการถือโอกาสลักขโมยของในร้านค้าต่างๆ
@ไม่ต้องเห็นด้วย แต่ต้องเข้าใจ
อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า
อีกเรื่องที่อยากตั้งข้อสังเกตก็คือว่า การเรียกร้องอะไรก็แล้วแต่
หากจะทำทุกอย่างตามอำเภอใจของเรา คุณจะไม่ประสบผลสำเร็จ
ในฐานะที่ผมอยู่ด้านการเมืองมา 2 ปีครึ่ง
ไม่ได้เข้าไปอยู่เพราะใจชอบหรือใจรัก แต่เข้าไปเพราะต้องไปทำงานด้านการเมือง
ประสบการณ์บอกผมอย่างหนึ่งว่า
ถ้าจะหวังว่าให้สำเร็จในสิ่งที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เราต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ รัฐบาลนี้ทำได้เพราะมีอำนาจทางทหาร
มีอำนาจทางสภา แต่ผมเข้าไปไม่มีอำนาจสักอย่าง ผมต้องหาอำนาจประชาชน
ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังจะทำอะไร
หากเราคิดว่าสิ่งที่เป็นของสำเร็จรูปทำใส่กล่องอย่างดีไปให้ประชาชน
อันนี้ไม่ใช่ความสำเร็จ แต่เรียกว่าไปกำหนดไปบังคับให้ประชาชนรับสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด
แต่ประชาชนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เขารับไปแต่จะไม่รู้จักคุณค่า
ดังนั้นเราตั้งระเบียบวาระของเราจะมี
8 ข้อ 10 ข้ออะไรก็ตาม
แต่เราทำตามอำเภอใจไม่ได้ เราต้องเลือกประเด็นปัญหาที่มีความเร่งด่วน
แต่ถ้าบอกว่ามี 8 เรื่อง 10 เรื่อง
ไม่บอกว่าจะทำที่ไหนก่อน
ทุกอันที่ยกประเด็นขึ้นมาหากไม่สอดคล้องกับความเห็นส่วนใหญ่ของประชาชน
โอกาสที่จะสำเร็จจะน้อยมาก อันนี้ไม่ใช่เรื่องของผิดถูก
อย่าไปคิดว่าระบอบประชาธิปไตยมันจะต้องถูกเสมอไป
เพราะผิดหรือถูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับสาระอย่างเดียว แต่ผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับกาลเทศะด้วย
ฉะนั้นคนที่จะทำอะไรต้องวางยุทธศาสตร์ วางแผนงานให้ดี
ยุทธศาสตร์ที่ผมบอกก็คือ
ต้องพยายามเลือกประเด็นที่สอดคล้องกับความคิดกับประชาชนส่วนใหญ่
ถ้าเลือกประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับประชาชนส่วนใหญ่อันนั้นยิ่งเสร็จใหญ่เลย
อย่าดูถูกประชาชน เขาจะถูกหรือผิดอย่างไร เป็นความคิดของเขา
ฉันใดฉันนั้นเราไม่ดูถูกความคิดเด็กรุ่นใหม่
ไม่ดูถูกความคิดของรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ เพราะการจะคบกัน
การอยู่ร่วมกันต่อไปในผืนแผ่นดินไทย ต้องเปิดใจกว้าง ไม่ใช่ว่าต้องเห็นด้วย
แต่ต้องเข้าใจกันและกัน การใช้ภาษาก็สำคัญ วิธีเขียนประเด็นสำคัญมาก
หากเริ่มต้นเขียนเชิงลบก็บาดหมางน้ำใจกันแล้ว มันมีวิธีเขียนครับ
เขียนออกมาเป็นเชิงบวก อย่าไปเขียนออกมาแล้วคนด่าทันที
มันต้องรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน และต้องเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างกัน
@ยกเลิกอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯ
นายอานันท์ กล่าวว่า สังคมไทยจะผิดจะถูกอย่างไรผมไม่รู้
สังคมไทยที่บอกว่าสังคมอนุรักษนิยม สังคมไทยยังเคารพเรื่องประเพณี
เรื่องคุณค่าเก่าๆ แล้วถามว่าปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ไม่มีความกตัญญูกตเวทีหรือไม่
ก็ไม่ใช่ เพราะเขาก็มี แต่เขามีคำถาม เพราะหลายสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปแล้ว
ผมรู้สึกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญ
จะเรียกว่าการเขียนฉบับใหม่หรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็แล้วแต่
ผมว่าถ้าเราวางหลักเกณฑ์ก่อนว่าควรจะสั้นกว่านี้ อย่าลงรายละเอียดมากเกินไป
และดูมาตราที่สร้างปัญหาก่อน
แน่นอนมาตราที่สร้างปัญหา คือมาตราที่ให้มีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา
(ส.ว.) และไม่ใช่แค่แต่งตั้ง ส.ว. 250 คนที่ถือว่าแปลกแล้ว
แต่ยังให้อำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย อันนี้ต้องเอาออกไปแน่ๆ และ
ส.ว.หลายคนมีความรู้สึกอย่างนั้นแต่ไม่กล้าพูดออกมา
ฉะนั้นต้องเข้าใจว่าอันนี้คือประเด็นใหญ่ ที่ทำให้เกิดการเดินขบวน
เป็นสิ่งที่เยาวชนรุ่นใหม่ และคนรุ่นเก่าอย่างผม อยากที่จะเห็นว่าจะไม่มีประโยคนี้
ไม่มีมาตรานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ ไป
ส่วนเรื่องมาตรา 112 ผมก็พูดมา
7-8 ปีแล้ว ผมพูดคนแรก ๆ เลยว่าต้องปรับปรุงใหม่
ไม่ได้บอกว่าต้องล้มล้างนะ แต่สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ มาตรา 112 ต้องไม่เป็นคดีอาญา คือไม่มีการลงโทษ แต่ต้องเป็นคดีแพ่งคือการปรับ
แต่ไม่ใช่ปรับจำนวนเงินที่สูงเกินไป เหมือนเราจะสั่งสอนเด็ก ไม่ใช่ทุบหัวให้แตก
แค่ตีก้นให้รู้สึกว่าผิด ไม่ต้องตีให้มันช้ำ ให้มันแตกก็พอแล้ว
ฉะนั้นหลักการเขียนรัฐธรรมนูญต้องวางหลักเกณฑ์ให้แน่นอน
@พูดคนละภาษา รบคนละสนาม
เรื่องหนึ่งที่ผมว่าจะเป็นปัญหา
แต่ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดว่าควรหรือไม่ควรทำนะ
แต่เด็กยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นตัวปัญหานะ คนรุ่นใหม่เขามองว่า
นายกรัฐมนตรีเป็นคนเดียวที่สามารถปลดล็อกได้ จะปลดล็อกด้วยวิธีใดผมไม่รู้ ท่านจะไม่ลาออก
ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะเป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ท่านต้องรู้นะว่าเขาเรียกร้องอย่างนั้น
แล้วถ้าจะเถียงกับคนรุ่นใหม่ อ้างปัญหากฎหมาย อ้างกฎเกณฑ์ต่างๆ มันไปไม่ถึงไหน
เพราะเด็กมองว่ามันผิดมา 7 ปีแล้ว คุณอาจจะไม่เห็นด้วย
ผมก็ไม่เห็นด้วยทุกอย่างนะ แต่พยายามเข้าใจ เหมือนอย่างผมพยายามทำความเข้าใจสถานะของท่านนายกรัฐมนตรี
หรือสถานะของรัฐบาลเหมือนกัน แต่ถ้ามันไม่เข้าใจซึ่งกันและกันก็ต้องคุยกัน
ผมไม่สนใจที่จะเข้าไปร่วมด้วยทั้งสองฝ่าย
มันมีมากกว่าสองฝ่ายหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่เริ่มต้นสมมติฐานก็ผิดกันแล้ว
เด็กเริ่มต้นจาก 7 ปีที่แล้ว
แต่นายกรัฐมนตรีเริ่มต้นบอกว่าทำอะไรผิด พูดคนละภาษา เด็กพูดภาษาดิจิทัล
รัฐบาลตอนนี้พูดภาษาแอนะล็อก สงครามต่อสู้กันคนละสนาม ไม่เคยเจอกัน
แล้วพูดคนละประเด็น ผมถึงบอกว่าในสังคมโลกเขาพูดกันเลยว่า คุณจะมีสันติภาพไม่ได้
ถ้าคุณไม่มีความยุติธรรม แล้วคุณจะไม่มีความยุติธรรม
เมื่อคุณไม่มีความจริงใจซึ่งกันและกัน
ฉะนั้นสองฝ่ายต้องเริ่มต้นจากการพูดภาษาเดียวกัน
คัดลอกจากสำนักข่าวอิศรา