อนาคต Startup และการบ่มเพาะธุรกิจ
แหล่งที่มาของภาพ : http://trak.in/wp-content/uploads/2012/03/startup-incubators.jpg
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาเปิดการประชุม International Congress of Business Incubators ที่ประเทศสเปน โดยสหภาพยุโรป (European Union) ได้มอบหมายให้ Chamber Institute for Business Creation and Development ซึ่งก่อตั้งโดยหอการค้าของประเทศสเปน เป็นผู้ดำเนินการ โดยเชิญ business incubators ชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ผมขอนำเนื้อหาบางส่วนของปาฐกถานี้มาเล่าให้ฟัง
ธุรกิจเริ่มใหม่หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Startup คือ บริษัทเปิดใหม่ที่เริ่มจากคนเพียงไม่กี่คน ที่มุ่งหวังให้กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด โดยมีแผนธุรกิจ มีทีมงาน และมีนักลงทุนมาร่วมกันดำเนินการ ในส่วนของการบ่มเพาะธุรกิจ (Business incubation) หมายถึง กิจกรรมการพัฒนาธุรกิจรูปแบบหนึ่งซึ่งช่วยลดอัตราความล้มเหลวในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ช่วยส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการผ่านการนำเสนอผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในสาขาต่างๆ ที่สร้างขึ้น อันมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ ให้เติบโตเป็นบริษัทเต็มรูปแบบ (spin-off company) ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันศูนย์บ่มเพาะธุรกิจทั่วโลกที่มีประมาณ 9,000 แห่ง สามารถดูแลธุรกิจใหม่ได้ 2.7 ถึง 3.6 แสนรายเท่านั้นซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการใหม่ที่จะเกิดขึ้นอีก 600 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า ในการกล่าวปาฐกถานี้ ผมจึงได้ฉายภาพอนาคตของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยผมได้วิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจเริ่มใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการบ่มเพาะธุรกิจชาวไทยด้วย
แนวโน้มประการที่ 1 การเกิดธุรกิจใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จำนวนของผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การคาดการณ์ระบุว่า ผู้ประกอบการจะเพิ่มขึ้นจาก 400 ล้านคน ในปี 2555 (1 คนต่อประชากรโลก 19 คน) เป็น 1 พันล้านคน ในปี 2563 (2.3 คนต่อประชากรโลก 19 คน) โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 จะมีตลาดเกิดใหม่ ที่มีขนาดเศรษฐกิจแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้ว จึงส่งผลให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจใหม่ และการบ่มเพาะธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ การบ่มเพาะธุรกิจในตลาดเกิดใหม่จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่า โดยเฉพาะการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ด้านเทคโนโลยี (ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาสูง) จะมีโอกาสคุ้มทุนมากกว่า เพราะเป็นการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าสำหรับตลาดที่มีขนาดใหญ่
แนวโน้มประการที่ 2 เกิดความต้องการธุรกิจใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเร็วขึ้น
การพัฒนาความรู้อย่างรวดเร็วในอนาคต จะทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลทำให้อายุของผลิตภัณฑ์ (product life cycle) สั้นลง ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงต้องการผลตอบแทนการลงทุนที่เร็วขึ้น คือได้รับผลตอบแทนภายใน 3-5 ปี ไม่ใช่ 5-10 ปี นักลงทุนจึงมองหาโครงการที่จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูง ซึ่งต้องเป็นโครงการที่มีคุณภาพสูง
การบ่มเพาะธุรกิจในอนาคต จำเป็นต้องขยายขอบเขตของบริการบ่มเพาะธุรกิจให้กว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นการบ่มเพาะธุรกิจในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ อาจต้องขยายไปสู่ช่วงที่ธุรกิจใกล้จะผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจยังจำเป็นต้องแสวงหาองค์ความรู้จากภายนอก โดยการร่วมมือกับองค์กรและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายมากขึ้น
แนวโน้มประการที่ 3 ธุรกิจใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
แนวโน้มการทำธุรกิจบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง เนื่องจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่า ธุรกิจดิจิทัลจะมีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 70 ของจีดีพีโลก ในปี 2573 ด้วยเหตุนี้ การทำธุรกิจบนเครือข่ายออนไลน์ จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลก แม้ว่าการผลิต การทำตลาด และการกระจายสินค้าและบริการแบบออนไลน์ เป็นวิธีดำเนินธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำ แต่ประเด็นสำคัญ คือ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจที่มีความสามารถในการพัฒนาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ยังมีจำกัด สังเกตได้จากผู้ที่ให้บริการบ่มเพาะธุรกิจแบบเสมือนจริง (virtual business incubators) ยังมีอยู่น้อยมาก โดยมีเพียงประมาณ 65 แห่ง จากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจทั่วโลกประมาณ 9,000 แห่ง
ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจแบบเสมือนจริง คือศูนย์ที่จะทำให้ธุรกิจใหม่สามารถรับบริการบ่มเพาะธุรกิจได้กว้างขวางมากขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดด้วยตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจ และทำให้ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสามารถสร้างความร่วมมือกับศูนย์บ่มเพาะธุรกิจอื่นและองค์กรอื่นๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้การบ่มเพาะธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น
การปรับตัวไปสู่การบ่มเพาะธุรกิจแบบเสมือนจริง จะทำให้เกิดรูปแบบของการบ่มเพาะธุรกิจแบบเปิด (open incubation) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลงในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เพราะจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการบ่มเพาะธุรกิจได้ง่ายขึ้น เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้น รวมทั้งทำให้ง่ายต่อการใช้ทรัพยากรร่วมกับธุรกิจอื่น เพราะดำเนินการบนฐานของนวัตกรรมการร่วมธุรกิจใหม่ๆ อาทิ แพลตฟอร์มความร่วมมือบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (collaboration platforms) การบริการในระบบคลาวด์ (cloud services) การระดมทุนจากมวลชนในระบบคราวด์ (crowd funding) ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจใหม่ และการบ่มเพาะธุรกิจดังกล่าวข้างต้น เป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามสำหรับธุรกิจในประเทศไทย การปรับตัวให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และการสร้างธุรกิจให้มีคุณภาพจะเป็นตัวรับประกันว่า ธุรกิจใหม่จะสามารถแข่งขันได้ในอนาคต สำหรับแนวโน้มของธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจในประเด็นที่เหลืออยู่ ผมจะนำเสนอในบทความต่อไป
บทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงเนื้อหาบางส่วนที่ผได้กล่าวปาฐกถาเปิดการประชุมนานาชาติ “International Congress of Business Incubators” โดยการสนับสนุนของสหภาพยุโรป ณ ประเทศสเปน ซึ่งผมได้ฉายภาพของธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจในอนาคต 3 ด้าน คือ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของธุรกิจใหม่ ความต้องการธุรกิจใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเร็วขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ในบทความตอนนี้ ผมจะกล่าวถึงแนวโน้มที่เหลืออยู่อีก 4 ประการ
แนวโน้มประการที่ 4 การดำเนินธุรกิจข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น
องค์กรธุรกิจจะต้องเผชิญการแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น และต้องดำเนินงาน ใน สภาพแวดล้อมระดับโลก เพราะพรมแดนการค้าได้ถูกลดทอนลงไปทุกขณะการบ่มเพาะธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการ พัฒนาความสามารถในการดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้ในตลาดระหว่างประเทศโดยการพัฒนาผู้ประกอบการ ให้มีความรู้เกี่ยวกับค่านิยม และวัฒนธรรมร่วมของโลก กฎ ระเบียบ และมาตรฐานโลก รวมถึงแนวโน้มความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคในโลก
องค์กรธุรกิจต้องทำงานข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น เนื่องจากการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนและพนักงานที่เป็นคนท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ การบ่มเพาะธุรกิจในอนาคตต้องพัฒนาธุรกิจใหม่ให้มีความสามารถทำงานข้ามวัฒนธรรม มีความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น มีทักษะในการประยุกต์สินค้าและบริการให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น (contextualization) และเข้าใจวัฒนธรรมการทำธุรกิจและการทำงานของคนในแต่ละท้องถิ่นมากขึ้น
แนวโน้มประการที่ 5 การเกิดธุรกิจใหม่ภายในธุรกิจเดิม
องค์กรธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการจัดโปรแกรมการบ่มเพาะธุรกิจขึ้นภายในบริษัท (in-house business incubators) เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทต่าง ๆ จะเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทดลองสร้างนวัตกรรม และสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการภายในบริษัท (i ntrapreneurs) และบริษัทใหม่ภายใต้บริษัทเดิม
ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงเร็วและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทจัดให้มีโปรแกรมการบ่มเพาะ ธุรกิจภายในบริษัทมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้จะทำให้การสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการพัฒนาประสิทธิภาพของธุรกิจเดิม
บริษัทจึงเลือกใช้วิธีการบ่มเพาะธุรกิจใหม่เป็นแนวทางในการรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะจะช่วยให้บริษัท สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยรักษาความลับทางธุรกิจและเทคโนโลยีของบริษัท การสร้างธุรกิจใหม่ภายใน ธุรกิจเดิมเป็นการลงทุนในโครงการที่เป็นความเชี่ยวชาญหลักทางธุรกิจ (core business) จึงมี ความเสี่ยงน้อยกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่าการซื้อธุรกิจใหม่ภายนอกบริษัท
แนวโน้มประการที่ 6 การเกิดกระบวนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจง
ในอนาคต ผู้บริโภคจะมีรายได้สูงขึ้น เนื่องจากชนชั้นกลางจะเพิ่มจำนวนขึ้นจากประมาณ 1.8 พันล้านคนในปี 2552 เป็น 4.9 พันล้านคนในปี 2573 ผู้บริโภคจะมีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น และบริโภคสินค้าและบริการเพื่อวัตถุประสงค์ที่มากกว่าความต้องการพื้นฐาน
ผู้บริโภคจะแสวงหาคุณค่าที่มากขึ้นจากสินค้าและบริการ และแสวงหาความแตกต่างที่ผลิตภัณฑ์อื่นไม่สามารถให้ได้ โดยยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นให้แก่สินค้าและบริการในลักษณะนี้ เพื่อแยกตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่นหรือรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์นั้น ธุรกิจในอนาคตจึงไม่เพียงขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายคุณค่าภายในและขายประสบการณ์จากการบริโภคสินค้านั้นด้วย
ตลาดเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะราย (customization) ในอนาคตจะขยายตัวขึ้น เนื่องจาก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ จะทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคมีต้นทุนต่ำลง ผู้ผลิตสามารถรับรู้ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้าได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต เช่น จักรกลอัจฉริยะ (smart machine) เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ฯลฯ จะทำให้กระบวนการผลิตมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น และทำให้การผลิตเป็นจำนวนน้อยมีต้นทุนต่ำลง
ธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจใหม่จะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย การคัดเลือกโครงการเพื่อทำการบ่มเพาะจะต้องพิจารณาว่าใครเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการมีความเข้าใจหรือมีความสามารถในการทำความเข้าใจและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือไม่ และโมเดลธุรกิจมีสมรรถนะในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
นอกจากนี้ ธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องมีเครือข่ายการผลิตที่กว้างขวาง และมีทางเลือกที่กว้าง ขึ้นในการเข้าถึงผู้จัดหาปัจจัยการผลิต (suppliers) และผู้กระจายสินค้า (distributors) รวมทั้งมีการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานกับลูกค้า ทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าที่ตรงความต้องการลูกค้าแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวโน้มประการที่ 7 ความน่าเชื่อถือเป็นสินทรัพย์สำคัญอย่างยิ่งยวดของธุรกิจ
การคัดเลือกโครงการเพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะธุรกิจเป็นขั้นตอนสำคัญที่กำหนดความ สำเร็จของการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ เพราะธรรมชาติของธุรกิจใหม่มีความเสี่ยงสูง โดยธุรกิจใหม่ 9 ใน 10 รายจะล้มเหลว
ชื่อเสียงของผู้ให้บริการบ่มเพาะธุรกิจเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ เพราะจะช่วยดึงดูดให้องค์กรและบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมงานด้วย ทำให้สามารถสร้างเครือ ข่ายและความร่วมมือกับองค์กรอื่นได้ง่าย และดึงดูดโครงการที่มีคุณภาพเข้ามารับบริการบ่มเพาะธุรกิจ
ในอนาคตชื่อเสียงของผู้ก่อตั้งธุรกิจจะถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกโครงการเพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ ธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลของผู้ก่อตั้งธุรกิจที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า “digital footprint” และจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาคุณภาพของธุรกิจใหม่
ตัวอย่างของ digital footprint ได้แก่ จำนวนผู้ติดตาม (follower) บนเว็บไซต์ของธุรกิจใหม่หรือผู้ก่อตั้งธุรกิจยอด กดไลค์ (like) ในเฟซบุ๊กของธุรกิจใหม่หรือผู้ก่อตั้งธุรกิจ การแสดงความเห็นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใหม่หรือผู้ก่อตั้งธุรกิจ รวมทั้งข้อมูลจาก big data
การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ทำให้ธุรกิจใหม่และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเผชิญโอกาสและความท้าทายหลายด้าน ธุรกิจใหม่และการบ่มเพาะธุรกิจนับว่าเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูง แต่การสนับสนุนการบ่มเพาะธุรกิจ และการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ที่มีความสามารถในการแข่งขันนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย