#สังคมศรีธนญชัย
ศรีธนญชัยเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านไทย
นิทานมุขตลกของคนเจ้าปัญญา ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือรู้จักกันในนาม
“เซียงเมี่ยง”
วันนี้เป็นที่เข้าใจกันว่า
ศรีธนญชัยเป็นแบบอย่างของการใช้ไหวพริบเพื่อเอาตัวรอด
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ตนเองและผู้อื่นในแบบที่คนมักคิดไม่ถึง ผิดวิถีธรรมดา
ใช้วาทศิลป์ ตรรกะทุกรูปแบบเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นตรรกะที่ผิด
แต่ทำให้ดูเหมือนถูก
ศรีธนญชัยจึงมักถูกกล่าวถึงเปรียบเทียบกับคนฉลาดแกมโกง
หรือฉลาดแต่โกง ที่ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด
ซึ่งสังคมวันนี้มีความซับซ้อนกว่าเมื่อก่อน วิธีการโกงจึงแยบยลกว่า
ซับซ้อนกว่าตามไปด้วย
แต่เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น
เป็นสังคมประชาธิปไตยมากขึ้น คนมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองมากขึ้น
คนฉลาดที่อยากโกงจึงทำได้ยากขึ้น เพราะวันนี้มีเทคโนโลยี มีกล้องวงจรปิด มีมือถือ
มีกล้องบันทึกภาพบันทึกเสียง
แต่คนฉลาดขึ้นแค่ไหน
มีเทคโนโลยีช่วยมากเพียงใด ขโมย โจร คนขี้โกงก็ยังหาช่องทางขโมย โกงได้
มีรั้วรอบขอบชิดบ้าน แต่แค่ช่องหมาลอดคนก็ยังลอดได้ มีโซเชียลมีเดียก็ดี
แต่มีทั้งข่าวจริงข่าวปลอมเต็มไปหมดจนหลายครั้งแยกไม่ออก
การใช้ตรรกะแบบหลอกลวงให้คนอื่นเชื่อมีอยู่ในทุกสังคม
ทุกยุคสมัย คำว่า sophist ในตะวันตกและในโลกปัจจุบันมักใช้กันในความหมายของศรีธนญชัยของไทย
คือการใช้ไหวพริบหลอกให้คนอื่นตายใจ หลงเชื่อ ด้วยหลักเหตุผลที่ฟังดูดี
มีวาทศิลป์ที่น่าฟัง
ความจริง sophist ในยุคกรีกเมื่อ 2,400 กว่าปีก่อนนั้น มีความหมายที่ดี หมายถึงครู
ผู้ประสาทวิชาความรู้ คนมีปัญญาที่ถ่ายทอดความรู้ ทักษะด้านต่างๆ ให้ลูกศิษย์
มาจากคำว่า Sophia ซึ่งแปลว่า wisdom ปัญญา แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคนที่ใช้ความรู้เพื่อหลอกคนอื่น
จนทำให้คำว่า sophist มีความหมายแบบศรีธนญชัย และวันนี้คำว่า sophist จึงมักใช้ในความหมายเชิงลบแบบเดียวกับคำว่าศรีธนญชัยของไทย
ตรรกะง่ายๆ
ที่อาจจะดูเหมือนถูกแต่ผิด เช่น คนเป็นสัตว์
ควายเป็นสัตว์ ฉะนั้นคนจึงเป็นควาย วิธีแบบนี้หลอกคนที่ไม่มีความรู้
ไม่มีประสบการณ์ ได้ง่าย คือการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว พูดเพียงบางส่วน
แล้วด่วนสรุป การพูดแบบโซฟิสท์ มักเป็นการใช้ถ้อยคำที่เป็นวาทศิลป์ เล่นคำ
พูดแล้วคนคล้อยตาม เหมือนการโต้วาทีที่ต้องหาเหตุผลเพื่อหักล้างคู่ต่อสู้
แม้ว่าบางทีเป็นเหตุผลที่ผิดแต่ทำให้ดูเหมือนถูก เพื่อทำให้คนเชื่อว่าถูก
อารยธรรมตะวันตกพัฒนาเรื่องนี้มากในยุคโรมันเมื่อ
2,000 ปีก่อน
ที่รับเอาวิทยาการแบบนี้มาจากกรีก
ที่ในภาษากฎหมายเรียกการให้เหตุผลหลักอย่างหนึ่งของศรีธนญชัยฝรั่งว่า เป็น “ad
hominem” มาจากคำว่า homo แปลว่าคน
หมายถึงการโจมตีตัวบุคคล เน้นที่ความน่าเชื่อถือของตัวบุคคล
ชี้ให้เห็นหลักการหลักคิดที่ผิดเพื่อ “ดิสเครดิต” บุคคลนั้นที่คิดแบบนั้น
#ศรีธนญชัยกับโซฟิสท์
การยกศรีธนญชัยมาเปรียบกับโซฟิสท์ก็เพียงในแง่มุมเดียว
คือ การใช้วาทศิลป์เพื่อหลอกคนอื่น ความจริง
ศรีธนญชัยเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่ชวนขบขัน แต่สะท้อนการใช้ปัญญาในแบบที่หักมุม
ที่คนคาดไม่ถึง จึงเป็นเรื่องตลกน่าขัน
ที่สะท้อนความฉลาดของคนหนึ่งบนความโง่ไม่รู้เท่าทันของอีกคนหนึ่ง
ที่ถูกหลอกแบบง่ายๆ แต่ยกศรีธนญชัยมาเปรียบกับโซฟิสท์
เพราะวรรณกรรมลักษณะนี้ก็มีในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้แต่ในเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส
อิตาลี สเปน
แต่ก็ไม่เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้จะแพร่หลายเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนจนถูกกล่าวขานถึงเหมือน
“ศรีธนญชัย” ในสังคมไทยที่ได้กลายเป็น “ค่านิยม” หนึ่ง คือการยกย่องคนฉลาดแม้โกง
หรือยอมรับได้ (“ขอให้พัฒนาบ้านเมืองก็พอ”)
ศรีธนญชัยจึงสะท้อนลักษณะบางประการของคนไทย
โดยเฉพาะคนที่ใช้ความรู้ ใช้ปัญญาเพื่อหลอกคนอื่น เอาเปรียบคนอื่น
เอาชนะไม่ว่าด้วยวิธีที่ผิด คือ ฉลาดแต่โกง ใช้เงินเพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม
และนี่คือปัญหาของระบบยุติธรรมไทย
เรื่องกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญมาจนถึงกฎหมายลูก กฎระเบียบที่ออกโดยกระทรวง
หน่วยงานต่างๆ
โดยความเป็นศรีธนญชัยอยู่ในระบบโครงสร้าง
ที่เกิดขึ้นบนฐานของตรรกะแบบนี้ที่บิดเบือนความถูกต้องเป็นธรรม
ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความอยุติธรรมต่างๆ แม้มีกฎหมาย ระเบียบต่างๆ
ที่ลดอำนาจของบางหน่วยงานลงให้เป็นเพียง "รับทราบ"
แต่หน่วยงานนั้นก็ยังทำเหมือนว่าตนเองเป็นผู้ "อนุมัติ" อยู่ดี
เพราะคุ้นเคยกับการใช้อำนาจควบคุม ศรีธนญชัยอยู่ในอำนาจรัฐ
การใช้อำนาจทำให้ผิดเป็นถูก ดำเป็นขาว พลิกแพลงเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
มีหลายมาตรฐาน ไม่มีธรรมาภิบาล
ผู้นำที่ดีในสังคมประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเพียง “นักการเมือง” แต่เป็น “รัฐบุรุษ” เพราะเป็นคนที่มีความสัตย์ซื่อและคุณธรรม (integrity) ไม่โกงกิน ไม่หลงอำนาจโดยอ้างความชอบธรรมที่ขัดกับสามัญสำนึกของผู้คน ไม่ใช้ตรรกะแบบศรีธนญชัย ในสังคมศรีธนญชัย เรามักเห็นปรากฎการณ์แปลกๆ อย่าง “นาฬิกาเพื่อน” ที่ขัดกับสามัญสำนึก และจิตสำนึกความถูกผิด ที่ไม่มีในประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว เราจึงชอบอ้างเหตุผลแบบศรีธนญชัยว่า เราเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือเรื่องแปลกๆ ในกรณีคดีต่างๆ อย่าง “บอสกระทิงแดง” ที่พยานใหม่ 2 คนโผล่มาหลัง 7 ปี แล้วพยานคนหนึ่งก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไม่กี่วันนี้แบบมีเงื่อนงำ ทำให้ผู้คนสงสัย รวมไปถึงคำอธิบาย
“โคเคน” ในผู้ต้องหาที่อ้างว่า มาจากการไปรักษาฟัน ซึ่งที่สุดหมอที่รักษาออกมาบอกว่า ไม่เคยใช้โคเคน แต่เป็น “เมพิวาเคน” สารสังเคราะห์ที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับโคเคน และ
งงว่า ตำรวจสรุปได้อย่างไรว่าเป็นโคเคน หรือฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด แต่ก็อยู่ในวิถีแบบศรีธนญชัย ที่สื่อเรียกว่า “แถ” และ “ตีมึน” และที่สุด เรื่องประหลาดในกรณีนี้
คือ จำเลยอาจจะกลายเป็นโจทย์ ผู้ตายจะกลายเป็นจำเลย กระบวนการที่ทำให้ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำได้
กรณี “บอสกระทิงแดง” คือตัวอย่างชัดเจนล่าสุดที่สะท้อนความเป็นศรีธนญชัยของสังคมไทย ที่สังคมโลกก็รับไม่ได้ จนมีการรณรงค์ให้บอยคอต “กระทิงแดง” ไปทั่วโลก
เพราะมาตรฐานสากลของความถูกผิดก็มี คล้ายกับศรีธนญชัยในวรรณกรรม ที่สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเอง ถูกเณรน้อยเจ้าปัญญาใช้วิธีเดียวกันเอาหลายครั้งจนตรอมใจตาย
เป็นบทเรียนให้ “ศรีธนญชัย” หลายคนในชีวิตจริงวันนี้ว่า แม้กฎหมายอาจไม่เป็นธรรม แต่กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ อะไรที่คิดว่าเปลี่ยนไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ สุดท้ายสิ่งดีๆ ก็
เกิดขึ้นได้
ความดีจะอยู่เหนือความชั่ว ความถูกเหนือความผิด
ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด
เสรี พพ 1 สิงหาคม 2020